วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ไหว้พระภูพุทโธ



ไปไหว้พระภูพุทโธ 

--------------
...........29 กันยายน 2559 เดินทางไปเมืองเลย เพื่อร่วมงานเกษียณครูที่เคยร่วมงานกันมา ช่วงปี
2516-2529 ปีนี้เกษียณ 3 คน ก็เลยแวะมาให้กำลังใจ ครูนกลูกสาวไปรับที่สนามบินพาไปกินข้าว

แถว กุดโง้ง แล้วกลับไปประชุมที่โรงเรียนศรีสงครามวิทยา  ตามไปด้วยและขอยืมรถไปดูวังสะพุง
เลิกเรียนกลับไปรับครูนก มาถึงบ้านราวห้าโมง ลูกชวนไปตลาดแลง หาซื้อของไปกินที่บ้านเมือง
แปดริ้ว เรานึกถึงตลาด บ้านนาอ้อเพราะของขายมากดีราคาไม่แพงจึงให้พาไปตลาดสดบ้านนาอ้อ
..........จากบ้านติ้ว ขึ้นถนนใหญ่มุ่งไปทางโรงพยาบาล ศาลากลาง กม.ศูนย์ ตรงสามแยก เลี้ยวขวา 

ไปทางท่าลี่เชียงคาน ผ่านสามแยกทองคำคือตรงหน้าวัดหนองแวงหรือวัดศรีวิชัยวนารามนั่นแหละ
เขาเรียกสามเหลี่ยมทองคำเลยไปนิดหนึ่งตลาดสดบ้านหนองผักก้าม แม่ค้ายังบางตาอยู่รถเริ่มมาก
ต้องระมัดระวังโดยเฉพาะรถทะเบียนลาวบ้านเขาเดินรถกลับข้างกับบ้านเรา เราไปซ้ายแซงขวา แต่
บ้านเขาไปขวาแซงซ้าย ผ่านหน้าโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาเลย ลูกสามคนจบ ป.6 ที่นี่มารับส่งประจำ
เลยไปอีกก็คือบ้านกำเนิดเพชร ที่คนกำลังยุ่งกับงานรับเสด็จ ตอนเที่ยงเรามารอบหนึ่งแล้ว ทาน

ข้าวเที่ยง ที่กุดโง้ง ตอนนี้รีบไปผ่านหน้าราชภัฎ เพื่อนที่ทำงานสอนอยู่นี่สองสามคนเกษียณไป
หมดแล้ว เหลือคน รู้จักก็แฟนครูนก เราผ่านไปอีกยังไม่ถึงปลายทาง
.........ผ่านสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาเลย เขต 1 ที่มาติดต่องานตอนเที่ยงแก่ ๆนั่นแหละตรงนี้
เป็นสำนักงานใหม่ เดิมอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเลย ตอนเกษียณก็ยังอยู่สำนักงานเก่า พอเราออกเขา

ได้ สำนักงานใหม่ ลูกน้องบางคนมันยั่วว่า เพราะเจ้านายเกษียณ ถึงได้สำนักงานใหม่ นึงว่าเราจะจน
แต้ม มีคำตอบนะแต่คำตอบมันเจ็บแสบมากเลยไม่ตอบ ปล่อยไป ผ่านขนส่งจังหวัดเลย มาสอบขอ
ใบขับขี่กัน ที่นี่ ครูนก คุณเหน่ง ส่วนคุณหมู ไปเรียนขับรถที่แปดริ้ว ไปเรียนสอบใบขับขี่ที่กรุงเทพฯ 
ได้ใบ ขับขี่ค่อยยอมให้ออกรถใหม่ ตอนนี้ขับไปทำงานได้เองแล้ว
..........ผ่านตลาดสดบ้านนาอ้อ แม่ค้ากำลังมากัน ครูนกบอกจะพาไปไหว้พระใหญ่ ก่อนค่อยกลับมา

นึกขำ ๆ นะสงสัยพระนักเลง ต้องไปซูฮกก่อนแบบนั้นรึเปล่า ครูนกชี้ให้ดูบนภูเขาข้างค่ายทหาร บอก
นั่นไงพ่อ ใหญ่ไหม เห็นไกล ๆ คงใหญ่มาก ตกลงไปไหว้พระก่อนก็ได้ ผ่านหน้าโรงพยาบาลตำบล
ที่เดิมเราเรียกสถานีอนามัยนั่นแหละ มาใช้บริการบ่อย เขาเปิดฝึกอบรมหมอนวดแผนไทย รุ่นครูก็
อายุ สูงหน่อย รุ่นศิษย์หน้าตาดีสวย ๆ มาฝึกเอาความรู้จะไปทำงานที่โรงแรม มาใช้บริการนวดแผน
ไทย เจอศิษย์หมอนวด เก่ง ๆทั้งนั้น มันนวดเก่งพูดเก่งจนเราหลับเลยแหละ
.......ผ่านหมู่บ้านไปถึงโรงเรียนนาอ้อวิทยา คุ้นเคยมากมานิเทศบ่อยเพราะใกล้แค่นี้เอง ด้านขวาเป็น

โรงพยาบาลค่ายศรีสองรัก ชื่อนี้ไม่มี ษ์ ถึงจะเป็นชื่อถูกต้อง มาจากชื่อพระธาตุศรีสองรัก พระธาตุก็
คือ เจดีย์ที่สร้างเป็นอนุสรณ์ ศรี ก็ ศิริมงคล สง่า งาม สองคือสองฝ่าย ได้แก่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาสมัย
พระเจ้าจักรพรรดิและฝ่ายกรุงศรีสัตนาคนหุต สมัยพระเจ้าชัยเชษฐาธิราช รัก คือความรักใคร่กลม
เกลียวกัน ส่วนเขียน รักษ์ คือการพิทักษ์รักษา คนละความหมาย ใช้ให้ถุกละกัน เราเลี้ยวขวาไปทาง
โรงพยาบาลค่าย มีถนน เลียบผ่านขึ้นเขาไปเลย ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงที่จอดรถ ไม่ทันได้ดูทิวทัศน์เลย 
.........เห็นเขาเขียนป้าย ภูพุทโธ น่าจะให้เป็นชื่อภูเขา เดิมเขาลูกนี้ชื่อภูน้อย เห็นชาวบ้านเรียกกัน
ความจริงไม่น้อยหรอก ใหญ่โตมาก ๆ ต้นไม้ก็มืดมุงเต็มไปหมด เป็นที่หาของป่าอย่างดีของชาวบ้าน
รถปีนเขาแป้บเดียวก็จอดให้ลงได้เพราะถึงแล้ว มองไปเห็นด้านหลังองค์พระ ยายไปยืนวางท่าเป็น

แม่นางแบบ เรียกไปเก็บภาพให้หน่อย เสร็จแล้วเดินลับไปด้านหน้า เราตามไม่ทันเลย เด็ก ๆวิ่งหาย
ไป มุดตอไม้ขนาดใหญ่ มีสองตอ ครูนกบอกมันคือห้องน้ำ อ้อมิน่าเด็กชอบ ยายไปยืนกลางถนนด้าน
หลังให้ถ่ายภาพแล้วเดินอ้อมไปด้านหน้า พอตามไปเห็นยืนทำปากมุบมิบ ๆ พนมมือแต้ อ๋อกำลัง
ไหว้พระ รู้นะว่ากำลังขออะไร ใกล้วันหวยออกแล้ว ขอหวยแหงเลย เคยดูเฟสยาย หวยเต็มไปหมด
ไม่รู้ได้มา จากอาจารย์ไหนบ้าง เคยแซวแกนะว่า ซื้ออะไรก็ได้อันนั้นแหละ ซื้อเสื้อผ้าก็ได้เสื้อผ้า
ซื้อหวยก็ต้อง ได้หวย ถึงอยากได้รางวัลมันก็ไม่ค่อยจะได้หรอก ใบหวยเต็มบ้านแล้ว แกหัวเราะ
ชอบใจแต่ยังไม่เลิก 
........ไปไหว้พระ สังเกตดูช่างฝีมือเยี่ยมจริง ๆ พุทธลักษณะงดงาม ทำให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ถึง
ท่านจะเป็นชาวอินเดียสมัยโบราณ แต่ท่านเป็นอัจฉริยะบุคคลที่หาได้ยากยิ่งในโลกใบนี้ ตำรามหา
ปุริสลักษณะของศาสนาพราหมณ์เขียนไว้นานก่อนท่านเกิด พวกพราหมณ์เองก็นึกว่าเขียนไว้ให้ดู
น่าอัศจรรย์ แต่พอเห็นสิทธัตถกุมารก็อัศจรรย์จริง ๆ เพราะมีคุณลักษณะตรงตามตำราทุกประการ
ทำให้เป็นคนน่ารักน่าศรัทธามาแต่เยาว์วัย เมืองกบิลพัสดุ์ร่ำรวยมาก โดยเฉพาะความอุดสมบูรณ์

ด้าน ธัญญาหาร จนตั้งชื่อเจ้าชายต่าง ๆเกี่ยวข้องกับข้าวปลาอาหารทั้งนั้น สุทโธทนะ สุกโกทนะ
 ฯลฯ ราชสมบัติมั่งคั่ง กองทัพเข้มแข็ง บริวารมากมาย  รวมแล้วมีค่ามหาศาลวางอยู่แทบเท้า กลับ
ออกบวชไม่สนใจ จิตใจเด็ดเดี่ยวอะไรปานนั้น 6 ปีที่มุ่งมั่นจนบรรลุโมกขธรรม ด้วยความเมตตายัง
ช่วยสั่งสอนสาวกนาน ถึง 45 ปี และสอนกันจนนาทีสุดท้าย ที่จดจำกันได้ดีว่า ท่านย้ำอย่าประมาท
เป็นสุดยอดคำสอน ยกมือไหว้พระพุทธรูปแต่ใจนึกถึงพระศาสดา สาธู ท่านผู้มีมหากรุณาต่อชาว
โลก 
.........จบไหว้พระเดินไปชมวิว ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก็ดูดีนะสวย ๆทั้งนั้น น่าสังเกตคือตอนนี้ยังไม่มี
การบูชาแบบนอกรีตนอกศาสนามาปะปน ก็ไหว้ด้วยความสบายใจ อย่าลืมนะที่นี่คือพุทธสถาน อย่า

ได้นำ การเคารพบูชาเทพ ภูติผีมาปะปนไว้เลย ขอซักแห่งเถอะ เพราะตอนนี้ลัทธิแปลก ๆมันรุกเข้า
ไปถึงใน พระอุโบสถได้แทบทุกวัดแล้ว สาธุ ขอให้ที่นี่อย่าเป็นเหมือนที่อื่นเลย
..........ลงมาจากไหวะพระห้าโมงเศษ ตลาดขวักไขว่ด้วยแม่ค้าและคนซื้อ ของสดจากป่า จากสวน
เยอะมาก ราคาไม่แพง ยายเดินลิ่ว ๆ ได้รอบหนึ่ง หิ้วของมาเต็มสองมือ ต้องขอไปเก็บที่รถให้ เรา

ชอบดู มากกว่าซื้อ หน่อไม่บงต้มสุกถุงละสิบบาท มีส้มปลาน้อยถุงละสิบบาทวางคู่กัน คนเลยกิน
หน่อไม้ต้ม ต้องกินกับส้มปลาน้อย หรือส้มปลาจ่อม มีสองแบบ สุก กับ กำลังจะสุก หน่อไม้หวาน 
ต้องเมืองเลย มีหลายพันธ์ุหักมาเคี้ยวดูหวานจริง ๆ เลยต้องซื้อให้สองกิโลจะเอาไปผัด ต้มจืด  มี
หน่อไม้รวก แบบที่ เขาอัดปี๊บมาขายนั่นแหละ แต่นี่หน่อไม้ดิบ ๆสด ๆ ถามเขาว่าเอาไปทำอะไร 
เขาว่าแกงดิบ ๆ ก็ได้ เอา ไปเผาสุกแล้วค่อยเอาไปแกงก็ดี หน่อยไม้ซางแบบ"หน่อนางดิน" ที่มัน
โผล่ดินแต่ปลายแหลม ๆ ไปหา ต้องขุดดินลงไปสับเอาหน่อนางดิน สีขาวนวล ต้มจืดแล้วจะหวาน
มาก ๆ คนแก่ชอบ ตำน้ำพริกอ่อน น้ำปลาร้านัว ๆ บีบมะนาวราด กินได้กินดี อร่อยมาก ซื้อมาสอง
ถุง 40 บาท ต้มจืดแล้ว 
..........ไปดูแผงลอยขายผัก พริกผักฟักแฟงแตงกวาแตงร้านเต็มไปหมดราคาไม่แพง ยายหอบมา
อีกแล้ว ฟักทองอ่อน น้ำเต้าอ่อน บวบหอม บวบเหลี่ยม บวบงู ไม่กล้าถามซื้อไปทำไม คงเพราะมัน
สด ราคาถูกกว่าตลาดบ่อบัวแปดริ้ว เราตามหาผักพื้นบ้านอื่น ๆ เจอยอดจิกผักกระโดนป่า ผักกระ
โดนน้ำ ผักเม็ก ผักคะย่า ยอดส้มป่อย ซื้อหมดอย่างละกำ กำละ 5 บาท กำใหญ่ ๆนะนี่ ไปเจอมะระ
ป่าของแท้ ทั้งยอดอ่อนและลูกดิบ เหมาะเอามาหมด ของโปรดนี่นา หายากมาก จวนค่ำกำลังจะ
กลับ เจอคนมุงสาวสวยคนหนึ่ง แวะไปดูกำลังขายปลากดสด ๆจากแพที่เลี้ยงเอง ไข่ทุกตัวกิโล
ละ 150 
บาท อุดหนุนไป 1 กิโลกรัม กลับกันก็เกือบมืด 
..........เขามีกับข้าวสำเร็จมา แต่เราบอกให้ต้มปลากดให้หน่อย ไม่ต้อง"คัว"นะ เพราะปลาไข่เต็ม
ท้อง ต้มน้ำเดือด ๆ ใส่ข่าตะไคร้ใบส้มป่อย น้ำเดือดก็ใส่ปลาลงไป จนปลาเปื่อยค่อยเติมปลาร้า พริก
ดิบบุบพอแตก สุดท้ายก็ใบแมงลัก ชิมแล้วปรุงรส อาหารค่ำเขาวางอาหารสำเร็จกันหันมาลุยต้มส้ม
ปลากดใส่ยอดส้มป่อย ครูนกบอกไม่นึกว่ามันจะอร่อยมากขนาดนี้ 
..........วันแรกก็อร่อยมากแล้ว วันรุ่งขึ้นไปกินลี้ยงคงอร่อยแบบงานเลี้ยง มีเวลาแวบไปภูป่าเปาะที่ 
โพสไปแล้วนั่นแหละ ตอนเย็นงานเลียงครูเกษียณ สำหรับวันนี้ได้ไปไหว้พระใหญ่ ได้แวะตลาด
สดบ้าน นาอ้อ ได้ปลากดสด ๆ มาทำต้มยำใส่ใบส้มป่อย อร่อยจริง ๆ นอนหลับสบาย ๆ 




คนนี้แหละเขียน
8 ตค. 2559


วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2559

นินทาภรรยา





                                                                น.ส. กาญจนา ศิริหล้า .
.............ตา ๆ เขียนถึงเมียบ้างสิ อยากรู้ว่าตามีเมียกี่คน สวยดีไหมลูกหลาน บางคนก็มีคำถามทะลึ่ง ๆ ให้เราตอบ แต่ดูหน้ามันใสซื่อคงอยากรู้จริง ๆ เพราะ บ่อยครั้งที่ตาไปเยี่ยมพวกเขา ตาไปคนเดียว บางครั้งก็ตั้งใจเล่าให้ฟัง ตาไม่ใช่ คนรูปหล่อ ไม่เจ้าชู้ แต่ เป็นคนที่มีความรอบรู้และประสบการณ์มากมาย จนผู้เฒ่า ผู้แก่เขาอยากยกลูกสาวให้ ตาเป็นคนแบบไหนล่ะ
…. .............มีความรู้ดีจากการศึกษาเล่าเรียน ปี 2503 จบ ม. 6 แล้ว ปี 2510 บวช พระเตรียมแต่งงาน แต่บวชนานไปหน่อย จบนักธรรมเอก ปี 2512 จบเปรียญสี่ ประโยค ปี 2514 สอบได้วิชาชุดครู พ.ม. ปี 2516 แล้วสึกไปสอบบรรจุครูปีนั้น เลย และมีโอกาสศึกษาต่อ จบปริญญาตรี กศ.บ. ปี 2519 จบปริญญาโท ศศ.ม. ปี 2524
 ............มีประสบการณ์ในการทำงานหลากหลาย ทำนาช่วยพ่อแม่ (2503-2510) เรียนรู้วิชาช่างฝีมือ จักสาน งานไม้ ถักทอ ทำมาหากิน ก่อนแต่งงานต้องเป็นทุก อย่าง ไปบวชได้รักษาการเจ้าอาวาส 1 ปี เป็น เลขาฯเจ้าคณะอำเภอ 3 ปี เป็นครู สอนปริยัติธรรม 4 ปี สึกมาเป็นครูมัธยม สอนวิชาศีลธรรม ภาษาไทย เป็นบรรณารักษ์ เป็นหัวหน้าหมวดวิชา เป็นผู้ช่วยผู้บริหาร เป็นผู้ตรวจราชการ
.............ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆอีกมากมาย แต่พอแค่นี้ก่อน เดี๋ยวคนอ่านจะอ้วก ก่อน ปี 2510 สาวที่มีนาติดกัน เป็นคนขยันมาก เธอฟันดินทำคันนาเก่งกว่าเราอีก ไถนา ก็คล่อง เห็นแล้วอัศจรรย์ พ่อแม่เราชอบมากอยากได้เป็นสะใภ้ เร่งให้เราบวช แต่เรา ยังไม่คิดมีเมีย เลยถือโอกาสบวชศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยซะ 7 พรรษา
..............เป็นครูได้ 2 ปี อายุมากแล้ว พ่อเสียไปแต่ปีแรกที่เป็นครู เลยคิดถึงตัวเอง มี การงานมั่นคงพอเลี้ยงครอบครัวได้แล้ว ก็มองหาสาว ๆ คนไหนน้า ที่จะมาเป็นคู่กรรม ของเรา ก็ดู ๆ ไปหลายคน ที่เป็นสาวชาวบ้านธรรมดา ๆ ก็มี ที่สุดก็มาลงลูกสาวมรรค ทายก พ่อแม่เป็นคนแก่วัด ลูกสาวก็คงไม่ทิ้งแถว คุณสมบัติก็ใช้ได้ มีการศึกษาดี เธอจบโรงเรียนเพาะช่าง แต่มาเป็นครูประถม ได้พบพูดคุยกันก็ชอบเลยนะ เพราะ เป็นคนหัวโบราณ ไม่ล้ำสมัยเกินไป แต่เขามีแฟนแล้ว แฟนเขาทำงานอยู่กรุงเทพ ฯ เธอสอนอยู่จังหวัดเลย ความห่างไกลก็เลย ร้างลากันไป ทำให้เรามีโอกาสสานสัมพันธุ์ คนแวดล้อมเธอเราตีกินรวบหมด ญาติพี่น้อง พี่ชาย พี่สะใภ้ ที่สำคัญ แม่ยายที่เขาเล่า ว่า หินที่สุด ให้ท้ายเรานี่ จะไปมีปัญหาอะไรอีก เราแต่งงานกันเมื่อ ปี 2517 ต่อมามี บุตรธิดาด้วยกัน รวม 3 คน
............... ความประทับใจในตัวคุณกาญจนา เธอเป็นภรรยาที่ดีมาก เป็นแม่ที่รักลูก อยู่นอกบ้านพูดเก่ง อยู่บ้านไม่ค่อยพูดเอาแต่ยิ้ม เลยไม่ได้ทะเลาะกันตลอดชีวิตการ สมรส เพราะอยู่กรุงเทพนาน เลยทำอาหารอีสานไม่เก่ง ต่างจากแม่ยายที่ฝีมือเยี่ยม เราก็เลยเข้าครัวช่วยแม่ยายประจำ ที่ขำไม่หายมีอยู่วันหนึ่งเธอกลับถึงบ้านก่อนสับเส้น มะละกอใส่กะละมังไว้ เก็บผักมาพร้อม พอเรากลับถึงบ้านมากระซิบว่าตำส้มให้กินหน่อย แม่ยายมาเห็นด่าเอา”กูนึกว่ามึงจะตำส้มไว้ให้ผัวกัน มึงเตรียมไว้ให้ผัวทำให้กินนี่เอง” เราก็หัวเราะ เพราะรู้อยู่ว่าแกทำอาหารอีสานไม่เก่ง ตำแจ่วบองก็ทำเยอะ ๆ ใส่กระปุก ไว้ให้ เพื่อนสาว ๆมาเยี่ยมบ้านชมใหญ่เลยว่าพี่เขยตำแจ่วบองอร่อยมาก
.............. ประมาณ ปี 2535 สุขภาพเธอเริ่มแย่งลง เป็นภูมิแพ้ ประเภทหอบหืด ก็รักษา กันตามสภาพ เพราะบ้านอยู่ในเมือง คลินิก โรงพยาบาล อยู่ไม่ไกล เพื่อนแกหลายคน ก็เป็นพยาบาลเคยได้รับคำแนะนำมากมาย แต่อาการไม่ดีขึ้น เคยไปรักษาที่โรงพยาบาล พระมงกุฎเกล้า 3 ปี ไปผ่าตัดต่อมหอบหืดที่ โรงพยาบาลโคกเคียน นราธิวาส ก็ไม่หาย ที่สุดเธอก็จากไปเมื่อปี 2542 ทิ้งมรดกไว้ ให้ 3 คน ขอบันทึกแทรกไว้ตรงนี้ละกัน
 ..............คนโต ศศิธร ศรีประจง (เดชไทย) ครูเชี่ยวชาญ พิเศษ ปริญญาโท วิชา เอกภาษาอังกฤษ ทำงานที่ โรงเรียนศรีสงครามวิทยา จังหวัดเลย
 ..............คนที่ 2 โฆษิต ศรีประจง วท.บ. พืชไร่ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำงานบริษัทเอกชน กรุงเทพ ฯ .
.............คนที่ 3 สาวิตรี ศรีประจง วท.บ. เทคโนโลยีสารสนเทศ จาก ม.มหาสารคาม ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ ที่กรุงเทพ ฯ 



             ถ่ายกับ น.ส. นิภา ณรงค์หนู น .ส อรภา ณรงค์หนู แล้วก็ น.ส. ธนัญธร ณรงค์หนู ------------
..............ปี 2546 ได้ เปิดโลกออนไลน์ ยามอยู่ที่บ้าน ติดตั้งเนทความเร็วสูง ทำให้ทดลองสร้างเวบไซท์ได้หลายเวบ ท่องอินเตอร์เนตผ่าน ไอซีคิว แมส เสจ เพิร์ช ได้รู้จักคนมากมาย ได้เห็นบริการหาเพื่อนหญิง เพื่อนชาย นึกสนุก กับเขาเลยเขาไปเล่นด้วย ก็ได้รู้จักสาวพยาบาลโรงพยาบาลเมืองแปดริ้ว ได้แลก เปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ โดยเฉพาะเรื่องการทำเวบไซท์ การทำสไลด์ การ นำเสนอผลงาน ก็ได้ให้คำแนะนำช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์ โอกาสสำคัญ ก็มีบท กลอนให้อ่านบ้าง ทำให้ความผูกพันธ์เพิ่มมากขึ้นตามวันเวลา ยามเจ็บป่วยก็ได้ เธอช่วยเหลือ ทำให้รู้สึกว่าความอบอุ่นใจที่ขาดหายไปได้รับการทดแทนไม่เหงา อีกแล้ว จึงได้ไปพบ แม่ยาย และสารภาพความจริงให้ท่านฟัง ท่านก็เมตตาด้วยดี ยกลูกสาว" คุณนิภา ณรงค์หนู" ให้เป็นภรรยาคนที่สอง แต่นั้นมา ไม่ผิดหวังหรอก ครับเธอเป็นผู้ใหญ่ ระดับ หัวหน้าตึกสงฆ์ ดูแลคนเจ็บป่วยมานาน ย่อมไม่ยากที่ จะดูแลคนชราอย่างเรา อยู่ด้วยกันมาจนถึงทุกวันนี้ มีเกร็ดเล็กเกร็ดย่อย ให้ได้ เล่าถึงเธอมากมาย หยิบยกมาเล่า เพียงบางอย่าง นะครับ เพื่อความปลอดภัย
...............นับแต่อยู่ด้วยกันที่แปดริ้วมา ผมมีภรรยา 3 คน คือคนแรกนิภา ณรงค์หนู พยาบาลสาวหัวหน้าตึกสงฆ์ มาดเข้ม งานคล่อง เฉียบขาด แต่ลูกน้องรักมาก อยู่มาวัน หนึ่งนิภาณ รงค์หนูหายไป มี อรภา ณรงค์หนู มาแทน ดูรูปร่างหน้าตา เวลายิ้ม เวลา ดุเหมือนนิภาไม่มีผิด เออ ก็ได้ เมียเราชื่อ อรภา เห็นว่า ลูกสาว นักเรียนระดับประถม   คิดให้ เราเลยท่องอยู่หลายวัน อรภา ๆ ๆ ๆ ๆ พยายาม จำให้ได้ กลัวลืมไป ทักชื่อเขาผิดเป็น วิยะดา วิกานดา แบบนี้ เจ็บตัวแน่ ดีใจจังได้เมียสองคนแล้ว ยัง ยังไม่จบวันหนึ่งเห็นคุยกับลูกสาวว่า มาเปลี่ยนชื่อกันเถอะ ชื่อเดิมไม่ดี ทำให้เงินทอง ไหลออกง่าย ดีใจนะที่เรามีชื่อ ขุนทอง คงไม่ไหลออกจนต้องเปลี่ยน นึกว่าพูดเล่น วันนึ่งก็มีจดหมายจ่าหน้า น.ส. ธนัญธร ณรงค์หนู ดูบ้านเลขที่ก็ใช่ ใครหว่า เด็ก แม่บ้านเขาต่อว่า “ จำภรรยาตัวเองไม่ได้เหรอ นี่แหละใช่เลย” แหม เรา มีเมียคนที่ 3 แล้วนะเออ
................ธนัญธร เคยเป็นพยาบาล แม้เป็นข้าราชการบำนาญแล้ว ยังมีจิตวิญญาณเป็นพยาบาล ใคร
เจ็บไข้ได้ป่วย ยินดีช่วยเหลือเสมอ คนรอบข้างไม่สบายก็ใส่ใจสม่ำเสมอ เป็นไง ไม่สบายตรงไหน ทานยารึยัง เอ ทำไมไม่ทานตามเวลาล่ะ  ไม่ได้นะ สำนวนนี้ได้ยินบ่อย ก็ดีนะทำให้เราสบายใจมาก ส่วนเรื่องขำ ๆ เขามีเยอะเหมือนกัน
 ................ธนัญธร คนขี้สงสัย โดยเฉพาะเรื่อง ความรัก แกจะเที่ยวถามไป ทั่ว ว่า รักฉันไหม อารมณ์ดีคุยกับลูกสาวไปมาหลายเรื่องแล้วก็ลงท้าย "หนู รักแม่ไหม" กับแม่ยายก็เหมือนกัน คำถาม "แม่รักหนูไหม" นำมาใช้ประจำ แล้วเราก็โดนบ้าง "คุณรักฉันไหม" ถามบ่อยมาก ขนาดนอนเคียงคู่กันอยู่ บนเตียงก็ยังถาม นึก ๆ ไปก็ขำ ๆนะ มันเลยเวลาจะถามว่ารักไหมมานาน แล้ว ใครจะกล้าบอกว่า "ผมรักแม่เฒ่าสุดจิตสุดใจ" เดี๋ยวก็โดนหาว่าล้อไง .
..............ธนัญธร คนรับรู้เชื่องช้า เรื่องการงาน วิชาการ อาจไม่ช้า แต่เรื่อง ถ้อยคำสำนวนภาษา นี่ ช้าเห็นได้ชัด เธอเล่าเองว่า แม่ยายเคยด่าเรื่อง น้อง ชายเชื่อฟังเมียมากกว่าพี่สาวคือตัวเธอว่า "แกพูดกับน้องชาย มันต่างกันกับ ที่เมียเขาพูด ความน่าเชื่อถือมันต่างกัน นั่งพููด กับ นอน พูดคุยกัน มันจะไป เหมือนกันได้อย่างไร หลายวันต่อมา น้องชายมาที่บ้าน แกก็ชวนน้องชาย ไปนอนคุยกัน น้องชายก็เด๋อด๋าว่า มันเรื่องอะไร พอรู้เรื่องเท่านั้นแหละแก หัวเราะขำแทบเยี่ยวเล็ดทีเดียว เรื่องทำนองนี้ ธนัญธร สะสมไว้เยอะ วันหนึ่ง แกก็มีคำถามมาบอกว่า เพื่อนเขาเตือนเธอว่า " ทำดีน่ะดีแล้วแต่ดีอย่างห่าง....." มันหมายความว่าะไร โหแฟนเรา ต้องแอบกระซิบให้ฟัง โกรธใหญ่จะกลับ ไปด่าเขา โธ่มันเย็นชืดแล้ว
..............ธนัญธร คนศรัทธาแก่กล้าจนขวัญอ่อน การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฝังลึก ในสายเลือด อะไรที่คิดว่าศักดิ์สิทธิ ไหว้ได้ทั้งนั้น ออกจากบ้าน นั่งรถผ่านศาล พระภูมิ ผ่านเจดีย์ แกไหว้ดะไปหมด เห็นแล้วน่าเลื่อมใสนะ คนอะไรใจบุญกุศล เหลือเกิน เคยลองทดสอบ ชี้ต้นไม้ แกก็ยกมือไหว้ ชี้เครื่องบิน ก็ไหว้ เมื่อไหว้ เสร็จก็หันมาด่าเรา หาว่าเราแกล้ง ก็แค่จะชี้ให้ดู ไปไหว้มันทำไม ยาย
 ............ธนัญธร ปากไวกว่าคิด เช่นแก่กำลังพูดถึงซื้อกางเกงในสวย ๆ ได้ราคา ถูกก็นำมาเล่าให้เราฟัง ใกล้เทียงจะไปทานก๋วยเตี๋ยวกัน นั่งรถไปไม่นานอยู่ ๆ ก็ถามเราว่า"ใส่กางเกงในรึยัง" เราหัวเราะ ถามกลับไปว่า แล้วจะถามไปทำไม แกบอกว่า อยากรู้ร้านมันเปิดไหม่ คนได้ยินขำแต่ห้ามหัวเราะ เลยอยากแกล้งแก บ้าง ข้างทางมีแม่ค้าหอยแมงภู่ สาม โล ร้อย สี่ห้าเจ้า อยากซื้อไปลวกกินที่บ้าน เลยบอกแกว่า "ยาย หอยเน่า ๆสามโลร้อย สักชุดสิ" ได้เงิน รถจอดแกก็เปิดกระจก รถออกแล้วร้องบอกแม่ค้า "แม่ค้า ๆ หอยเน่า ๆ สามโลจ้า" ดีที่วันนั้นแม่ค้าไม่อยู่ อยู่แต่สามี แกทำหน้างง ๆ แต่ก็ขายให้ เขียนถึงภรรยา 2 คน ค่อนข้างยาว โดยเฉพาะคนที่ 2 สามชื่อ เขาอยาก ให้เขียนถึงเขามาก ๆ ก็เขียนให้แล้ว อย่ามาต่อว่าละกัน สวัสดี

นายจำปา ศรีประจง

นายจำปา ศรีประจง - 2516
            

                 ค้นหาภาพเก่า ๆ ในอัลบั้มภาพคอมพิวเตอร์ พบภาพนี้เข้า ต้นฉบับภาพเลอะเลือน ถ่ายมาจากบ้าน คุณยาย ทุม หอมจันทร์ บ้านหนองกองเหนือ กำแพงเพชร เดิมยายทุมแกชื่อ น.ส.ทุม ศรีประจง เพิ่งมาใช้นามสกุลหอมจันทร์ตอนแต่งงานกับ ตามี หอมจันทร์ บ้านโนนสังมีลูกหลานตามมาอีกมากมาย ยายทุมคือลูกสาวคนเล็กของแก ส่วนลูกชายคนเล็กของตาทวดคนนี้ก็คือ นายขุนทอง ศรีประจง ถึงผมจะมีเมีย 2 คน แล้วก็ยังใช้สกุลเดิมอยู่ สรุปว่า เรามีพ่อคนเดียวกันนั่นเอง
                คุณตาแกเป็นคนบ้านแก ตำบลธัญญา อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ อาชีพหลักทำนาทำไร่ เป็นคนมีมนุษยสัมพันธุ์ดี เลยมีตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านอีกตำแหน่งหนึ่ง ท่านเป็นคนพูดจาโผงผาง แต่จริงใจไม่เอาเปรียบใคร คำสอนที่แกชอบสอนลูก ๆเสมอคือ “จะทำกิจใด ๆ ผิดใจโตแต่ให้ถืกใจเพิ่น” สำนวนอีสาน หมายความว่าอย่าเอาเปรียบคนอื่น ถึงคนอื่นจะได้เปรียบก็ให้เขาไป เวลาแบ่งพูดปลาที่ได้จากการล้อมซุ้ม ปลาเป็นลำเรือ คนกว่ายี่สิบคน แกเป็นคนกำกับดูแลการแบ่ง ให้คนอื่นหยิบเลือกก่อน กองสุดท้ายคือของแก ลูก ๆ แกทุกคนเป็นแบบนี้เสมอ
                 ผมเป็นลูกคนสุดท้องที่คุณตาแกรักมาก แต่ความรักที่แกมีให้ไม่ค่อยมีใครอิจฉาหรอก เพราะโดนดุมากกว่าคนอื่น เพราะชอบหนีเที่ยวประจำ พี่สาวพี่ชายตามตัวไม่ค่อยเจอ กลับมาบ้านแม่โอ๋ เตรียม ของกินไว้ให้เพียบ กินอิ่มแล้วก็หายไปอีก เด็กสมัยโน้น(2492)สี่ขวบ ชอบเล่นกันกลางบ้าน ลานวัด จนพ่อแม่่มาตามถึงเลิก การละเล่นหลายอย่างได้มาจากการเล่นกับเพื่อน ๆ ตอนไปเรียนที่มหาวิทยาลัย เล่าให้เพื่อน ๆ ฟัง เขางงว่าทำไมทางบ้านเขาไม่รู้จัก เช่น เล่นหมากหนอน ไม้หิงอี่ เต้นตาหัวกะโหลก ม้าหลังโปก หมากลี้ ไม้สั้นไม้ยาว เสือกินหมู หมากหาบ ฯลฯ
                อายุห้าขวบต้องเข้าโรงเรียน ตาทวดแกเห่อมาก ไปฝากครูชั้น ป. 1 ไว้ล่วงหน้า แก่ชื่อ ครูชู นิสัยเหมือนตาทวดคือ เสียงดัง ดุ แต่ใจดี แกมาที่บ้านบ่อย เพราะตาทวดขายเหล้าขาว แกจำชื่อพี่สาวพี่ชายได้ทุกคน เวลาแกมาบ้านจึงหลบหน้ากันหมด เว้นผม ชอบแอบมาดูเวลาแกดื่มแล้วเมา พูดคุยกันเอะอะ จำได้บ้างว่าให้เอาลูกคนเล็กไปฝาก ป.เตรียม 3 เดือน ก่อนเปิดเรียน จะช่วยให้เด็กอ่านหนังสือได้ ความจริงผมโดนสอนหนังสือทุกวัน ครูก็คือ ยายทุม นายบัวทอง สองคนนี่ทำตัวเป็นครู สอนวิธีใช้กระดาน ใช้ดินสอปูน ดินสอหิน กอไก่ ฮอนกฮูก เขียนได้ อ่านออก พอเขาเลิกเรียนก็ถามหาน้องชายตามมาสอน จนเราเองก็นึกสนุก เมื่อไปเรียนวันแรก ครูชู แกจำหน้าได้ เรียกออกมายืนหน้าชั้น ถือไม้เรียว ชี้ตามที่แกพาอ่าน แก อ่าน กอไก่ ก็ต้องชี้ให้ถูก ทำได้ครูชมว่าเก่ง ยิ่งชมยิ่งตัวลอย พักเที่ยงยังมายืนชี้กระดานพาเพื่อนอ่านเล่น ครูชูมาเห็นชอบมาก เวลาแกจะนอนก็เรียกเรามายืนหน้าชั้นพาเพื่อนอ่าน กูไม่ตื่นอย่าเลิกนะ จำได้ดีคำสั่งครู บางทีจนระฆังเลิกเรียนแกจึงตื่น ตอนเย็นแกแวะไปบ้าน พ่อเลี้ยงเหล้าทุกวัน สงสัยไปชมลูกชายให้พ่อฟัง ก็ไม่ผิดหวังหรอก เพราะลูกชายสอบได้ที่ 1 ทุกครั้งที่มีการสอบ สมัยนั้นมีสอบ เทอมต้น เทอมกลาง แล้วก็สอบไล่เทอมปลาย ครูชูแกได้กินเหล้าฟรีปีละสามหน ขึ้น ป. 1 จน ป. 4 ก็เป็นคนเอาข่าวมาดีบอก ตาทวดเลยติดนิสัยขี้เห่อลูกชายคนเล็ก พี่สาวพี่ชายก็พลอยเป็นไปด้วย ทำให้ผมเป็นน้องชายที่ทุกคนรักและเมตตา ไม่อยากให้ทำงานหนัก อยากให้ตั้งใจเรียน
          เมื่อไม่ได้ทำงานบ้านเหมือนพี่ ๆ เราก็สนุกเล่น แต่การเล่นเปลี่ยนไปกลายเป็นการเล่นหาจับสัตว์ ต้องฝึกทำธนู หน้าไม้ ทำบ่วง จิ้งจกตุ๊กแกโดนพวกเราล่าทุกวัน เบื่อมากก็เข้าป่า ล่ากบเขียดมาย่างแบ่งกันกิน เก่งขึ้นก็ล่า กะปอม แย้ งูสิง ตอนอยู่ ป. 3 ป.4 พี่ชายสอนวิชาวางเบ็ดปลา เบ็ดกบ วางแงบดักกบให้ด้วย นายดีหมื่น นายบัวทอง สองคนนี่พาไปวางเบ็ดประจำ นายดีหมื่น เป็นญาติลูกผู้พี่ นาติดกัน ไปด้วยกันบ่อย ก็เลยได้วิชาทำมาหากินพวกนี้ติดตัวมา ไว้มีเวลาจะเขียนเล่าให้อ่านเล่น
          เขียนวันนี้เพราะเห็นภาพตาทวดจำปา ศรีประจง แม้ท่านจะจากไปตั้งแต่ปี 2516 ผมเพิ่งบรรจุครูมัธยมครั้งแรก เพิ่งได้รับเงินเดือนสะสม หกเดือน คุณตาก็ป่วย ได้พาไปคลินิคที่จังหวัดเลย หมอบอกเป็นโรคชรา ให้ยามากิน มารู้ทีหลังว่าคนป่วยหนักมากแล้ว จากนั้นไม่นานแกก็จากไป รูปนี้ถ่ายก่อนแกเสียไม่นาน เสื้อสักหลาดสีดำก็คือเสื้อรางวัลนักกีฬาดีเด่น ตราที่กระเป๋า เขียนไว้ว่า “นักกีฬาสามารถ มรรยาทดี จังหวัดชัยภูมิ ปี 2503 เสื้อลูกชายคนเล็กแกได้มาเมื่อเรียน ม.6 โรงเรียนเกษตรกรรมชัยภูมิ ลูกชายบวชเมื่อปี 2510 แล้วไปสึก เมษายน2516 บรรจุเป็นครู 1 พฤษภาคม 2516 ตาทวดแกยึดเสื้อตัวนี้ใช้เป็นเสื้อกันหนาว แม้วันแกนอนในโลงศพ ลูกหลานเห็นว่าชอบมากก็เลยจับมาแต่งให้ คิดถึงตาทวดนะ ถึงไม่ได้อยู่ใกล้ชิด แต่พฤติกรรมที่กระผมทำ เชื่อได้เลยว่าทำให้ตาทวดมีความสุขใจ ยิ่งกว่าการตอบแทนด้วยสิ่งของ ยกตัวอย่าง การสอบได้ที่ 1 ตลอดเวลาที่เรียนระดับประถม สอบได้ที่ 1 ทุกปีที่เรียนระดับมัธยม บวชพระสอบได้ทุกปี นักธรรมตรี, โท, เอก, ปธ.2, ปธ. 3 และ ปธ. 4 สอบวิชาชุด พ.กศ. ใช้เวลา 2 ปี สอบวิชาชุด พ.ม. ใช้เวลา 1 ปี นี่คือตัวอย่าง ช่วงที่ตาทวดยังได้รู้ได้เห็นวีรกรรมของ ลูกชายคนเล็ก กระผมทบทวนดูเรื่องราวหนหลัง ไม่เสียใจที่เกิดเป็นลูกชายตาทวด ได้ทำแต่สิ่งที่ดี ไม่นอกรีตนอกรอย ขอความดีงามที่สะสมมาจงเป็นปัจจัยส่งผลให้คุณตาทวดไปสู่ภพภูมิที่ดีงาม สงบสุขสืบไป

                                                                       ขุนทอง ศรีประจง
                                                                         มิถุนายน  2559






นายขุนทอง ศรีประจง  นางทุม หอมจันทร์ และ น.ส.สาวิตรี ศรีประจง(ลูกสาวหล่าผมเอง)
รูปนี้ถ่ายอยู่บ้านหนองกองเหนือ เด้อ





วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ความเชื่อมั่นแบบทดสอบ






2


3
              ผลจากตารางวิเคราะห์คะแนนสามารถนำมาวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ
ตามวิธีของ สเปียร์แมน บราวน์  โดยต้องหาค่าความสัมพนธ์แบบทดสอบครึ่งฉบับก่อนด้วยสูตร
หาค่าสหสัมพันธ์ของ เพียร์สัน แล้วค่อยนำค่าที่ได้ไปคำนวนตามสูตรของ สเปียร์แมน  ดังนี้

4
              ตารางวิเคราะห์คะแนน ทดสอบนักเรียน 35 คน แบบทดสอบยาว 40 ข้อ ผล ดังนี้
5
              นำผลที่ได้จากตารางวิเคราะห์ มาคำนวณหาค่าควาเชื่อมั่นแบบทดสอบ ด้วยวิธีของ
คูเดอร์ ริชาร์ดสัน สูตร KR 20  



6  
           ตารางวิเคราห์คะแนนเพื่อหาค่าไปคำนวณด้วยสูตร KR 21 ดังนี้


                 นำผลที่ได้จากตาราง มาคำนวนโดยใช้สูตร KR 21 ปรากฏผล ดังนี้



                  ตารางวิเคราะห์คะแนนแบบทดสอบอัตนัย ความยาว 20 ข้อ นักเรียน 30 คน  เพื่อใช้
คำนวณหาสัมประสิทธิ์อัลฟ่า ดังนี้




วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

วิเคราะห์แบบทดสอบ

วิเคราะห์แบบทดสอบ
...........ลูกหลานเขาทำวิจัยในชั้นเรียน ส่งผลงานโดนตำหนิว่าเครื่องมือประเมินคือแบบทดสอบที่ใช้ คุณภาพไม่ดี พอส่งประกอบผลงานทางวิชาการ กลายเป็นจุดด้อยที่ต้องแก้ไข หลังจากร้องไห้ครบ 7 วัน ก็นึกถึงพระเจ้าตา จุดธูป เทียนบอกกล่าว่าช่วยหนูด้วยคุณตาขา อ้อนซะหวานแหววเลย จึงขอให้ส่งแบบทดสอบและคะแนนที่ได้มาดู โหนังหนู เอ้ย สงสารกรรมการเนาะ อ่านแบบทดสอบไปคงมึนหัวน่าดู มิน่าเขาขอให้แก้ทั้งฉบับ เพราะคำถามไม่รัดกุม ตัวเลือก ดิ้นได้ คำตอบถูกหลายตัวเลือกในคำถามข้อเดียว ไปปรับปรุงตามที่เขาแนะนำ แล้วเอาไปให้ผู้เชี่ยวชาญช่วย ดูก่อนเอาไปใช้ สิ่งที่หนูต้องหาค่าแบบทดสอบฉบับนี้ได้แก่
............1. ความเที่ยงตรงในการวัด
............2. ความยาก-ง่าย ของแบบทดสอบ
............3. อำนาจจำแนกแบบทดสอบ รายข้อ รายตัวเลือก
............4. ความเชื่อมั่นแบบทดสอบ
...........ถ้าหนูมีคำตอบให้ทั้ง 4 ข้อ ก็แสดงว่าหนูได้ประเมินคุณภาพของแบบทดสอบก่อนแล้ว นำไปใช้ในงานวิจัยในชั้นเรียน ผลที่ได้ก็น่าเชื่อถือและยอมรับได้ แต่ที่ทราบ หนู่ไม่มีคำตอบซักอย่างเลย เอามาใช้ดื้อ ๆ ส่งงานวิจัยชั้นเรียนไปถึงถูกตีกลับ ไงล่ะ เอาละเมื่อหนูได้ปรับปรุงแก้ไขคำถามตัวเลือกแบบทดสอบแล้ว ต่อไปวานผู้เชี่ยวชาญช่วยประเมินให้ คือหาคำตอบข้อ ที่ 1 ไง เขาเรียกการหาค่า I.O.C. (Index of Item – Objective Congruence) ดัชนีความเทียงตรงการวัดจุดประสงค์
             ให้หนูทำตารางจุดประสงค์การเรียนที่ออกข้อสอบวัด ว่าข้อนั้น ออกข้อสอบกี่ข้อ แล้วตีตารางให้คะแนนไว้ด้านขวามือ 5 ช่อง กรรมการ 5 คน ให้คะแนน +1 ถ้าเห็นว่าวัดตรงจุดประสงค์ ให้คะแนน 0 ถ้าไม่แน่ใจ ให้คะแนน - 1 ถ้าเห็นว่าวัดไม่ตรง จุดประสงค์ ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน คือ คนที่สอนวิชาเดียวกันดีที่สุด ได้คะแนนมาก็หาค่าเฉลี่ย รายข้อ รายตัวเลือก อาจต้องทำ หลายครั้งจนกว่าจะได้คำถามและตัวเลือกที่มีดัชนีความเที่ยงตรงถึงเกณฑ์ที่ยอมรับได้ เลือกเอาซัก 0.5 ขึ้นไป
............ต่อไปหนูก็นำแบบทดสอบ ไปหาค่าความยากง่าย และหาค่าอำนาจจำแนก ตามข้อ 2 และ 3 โดยนำไปทดสอบกับ นักเรียนที่เรียนวิชานั้นมาแล้ว ซัก 3 ห้อง แล้วนำมาวิเคราะห์ ดู
............ความยากง่าย ของตัวเลือกที่ ถูก ดูที่เปอร์เซ็นต์คนตอบถูก คนตอบถูกมากเพราะง่าย ตอบถูกน้อยเพราะยาก อาจตั้งเกณฑ์พิจารณา ดังนี้ (ตั้งเกณฑ์อื่นก็ได้ ลองอ่านเอกสารตำราวัดผลประเมินผลดู)
            ร้อยละ 81-100 ง่ายเกินไป
            ร้อยละ 66-80 ค่อนข้างง่าย
            ร้อยละ 36-65 ปานกลาง
            ร้อยละ 20-35 ค่อนข้างยาก
            ร้อยละ 1-19 ยากเกินไป
.............ความยากง่ายของตัวลวง คำถามแต่ละข้อ มีตัวลวงหลายตัว เราสมมติในใจแล้วว่า น่าจะมีคนตอบผิดทั้งกลุ่ม ไม่เกิน ร้อยละ 19 ที่หลงมาเลือกตัวลวง ร้อยละ 80 เขาตอบถูก ถ้ากระนั้นจะกระจายดูว่า ลวงได้ 19 เปอร์เซ็นต์ แสดงวาลวงเก่งมาก มีคนตอบน้อยกว่านั้น ก็ลวงได้น้อย ตัวลวงที่ดีควรมีคนตอบประมาณร้อยละ 4-19  จัดเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
              ร้อยละ ระหว่าง 0.16-0.19 ลวงได้ดี
              ร้อยละ ระหว่าง 0.12-0.15 ค่อนข้างดี
              ร้อยละ ระหว่าง 0.08-0.11 ลวงได้ปานกลาง
              ร้อยละ ระหว่าง 0.04-0.07 ลวงได้น้อย ปรับปรุง
              ร้อยละระหว่าง 0.00-0.03 ลวงไม่ดี ปรับปรุง
.............วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนก ต้องแบ่งนักเรียนเป็นสองกลุ่ม นำคะแนนมาจัดลำดับสูงสุดไปหาต่ำสุด แบ่งครึ่ง เป็นกลุ่มเก่ง กลุ่มไม่เก่ง แล้วนำผลการตอบไปกรอกลงในตารางวิเคราะห์ค่า p ค่า r นำผลที่ได้ไปคำนวณตามสูตรการหาค่า p ค่า r กรอกตัวเลขเป็นค่าของตัวเลือก ค่า p ที่ได้จากการคำนวณ ถ้าคูณด้วย 100 ก็คือค่าร้อยละ แปลผลตามเกณฑ์ข้างบน นั่นแหละ ส่วนค่า r ต้องหาเกณฑ์มาแปลผลใหม่ เพราะยังไม่ได้พูดถึง
…………...ค่า r คืออำนาจจำแนก จำแนกได้ว่านี่คือคนเก่ง นี่คือคนไม่เก่ง เรียกว่า อำนาจจำแนก ตัวเลือกที่ ถูก คนเก่งตอบ มาก คนไม่เก่ง ตอบน้อย ผลต่างระหว่างสัดส่วนกลุ่มเก่งกับกลุ่มไม่เก่ง มีค่าเป็น บวก ส่วนตัวลวง คนเก่งตอบน้อย คนไม่เก่ง ตอบมากกว่า ผลต่างสัดส่วนมีค่า ลบ  ตัวอย่าง นักเรียน เก่ง 50 คน ไม่เก่ง 50 คน ตอบข้อสอบข้อที่ 1 ดังนี้
                   กลุ่มเก่ง ตอบตัวเลือก         ก = 45 ข =    3  ค = 1     ง = 1
                   กลุ่มไม่เก่ง ตอบตัวเลือก     ก = 25 ข = 12   ค = 10   ง = 3
รวมจำนวนผู้ตอบทั้งหมดตอบตัวเลือก   ก = 70   ข = 15 ค =11    ง = 4
............ค่า p หาได้จากสัดส่วนผู้สอบทั้งหมด ตอบตัวเลือกนั้นกี่คน ดังนั้นจึงหาได้จาก จำนวนคนตอบทั้งเก่งไม่เก่ง ตอบตัวเลือก ก 70 คน ตัวเลือก ข 15 คน ตัวเลือก ค 11 คน ตัวเลือก ง 4 คน หารด้วยจำนวนผู้เข้าสอบ 100 คน ผลที่ได้ออกมาเป็นค่า สัดส่วนคือ ก = 0.70 ข. = 0.15 ค= 0.11 และ ง =0.04 สัดส่วนนี่ก็คือ ค่า p ของแต่ละตัวเลือก เอาไปเทียบตาราง แปลผลได้เลย   ถ้าจะเทียบร้อยละเอา 100 คูณสัดส่วน แล้วแปลผลตามตัวอย่างข้างบนก็ได้ 

.............ตัวอย่างการคำนวณค่า r ใช้ผลอันเดียวกับการหาค่า p แต่หาค่า r จะใช้สัดส่วนของกลุ่ม เก่ง เทียบสัดส่วนของกลุ่มไม่ เก่ง ดังนั้นจึงใช้จำนวนผู้ตอบ หารด้วยจำนวนคนในกลุ่มก่อน ค่อยนำมาเปรียบเทียบกัน เช่น
                                      เก่ง ตอบตัวเลือก   ก = 45 ข = 3 ค = 1 ง = 1
        คำนวณสัดส่วนหารด้วย 50 ได้ผลคือ   ก = 0.90 ข = 0.06 ค = .020 ง = 0.02
                                    ไม่เก่ง ตอบตัวเลือก ก = 25 ข = 12 ค = 10 ง = 3
        คำนวณสัดส่วนหารด้วย 50  ได้ผลคือ  ก = 0.50 ข = 0.24 ค = 0.20 ง =0.06
ผลต่างสัดส่วนผู้ตอบกลุ่มเก่งลบด้วยกลุ่มไม่เก่ง เท่ากับ 
                ก 0.90 - 0.50 = 0.40
                ข. 0.06 - 0.24 = -0.18 ค่าติดลบ
                ค. 0.02 - 0.20 = -0.18 ค่าติดลบ
                ง. 0.02 - 0.06 = -0.04 ค่าติดลบ
               ผลต่างที่ได้จากการเทียบสัดส่วนก็คือค่า r ของตัวเลือก 2 ชนิด ตัวเลือกที่ถูกคือ ก คำนวณได้ 0.40 ตัวเลือกที่เหลือ ค่าติดลบทุกตัวเลือก ถือเป็นค่าปกติ ไม่ต้องไปปรับแก้อะไร ถ้าไปเทียบเกณฑ์การแปลผล จะเป็นตัวลวงที่ใช้ได้ เพราะธรรมชาติ ตัวลวง จะลวงคนเก่งได้น้อย ลวงคนไม่เก่งได้มากกว่า เมื่อหาสัดส่วนออกมาผลจึงติดลบ ในตำราวัดผลประเมินผล เขาให้เกณฑ์การอ่านค่า r ดังนี้
                 ค่า r .40 ขึ้นไป หมายความว่า จำแนกได้ดีมาก
                 .30 - .39 หมายความว่า พอใช้ แต่ควรปรับปรุง
                 .20 - .29 หมายความว่าจำแนกน้อย ควรปรับปรุง
              ต่ำกว่า .19 หมายความว่าจำแนกกไม่ดี ไม่ควรใช้
             ค่าที่บอกเป็นค่าสำหรับแปลผลตัวเลือกที่ถูก อย่านำไปใช้แปลผลตัวลวง เราอาจตั้งเกณฑเอาเอง จากสมมติฐาน ที่ว่ากลุ่มนักเรียนปกติ จะมีคนที่อ่อนมากต่ำกว่าร้อยละ 20 นั่นคือร้อยละ 19 ลงมา แล้วเราก็นำจำนวนร้อยละ 19 นี้มากระจาย 5 กลุ่ม คือ จำแนกไม่ดี จำแนกน้อย จำแนกปานกลาง และจำแนกได้ดีเยี่ยม ก็จะได้สัดส่วนช่วง ละ 4 แต้มคือ
                ค่า r ระหว่าง 0.16-0.19 จำแนกได้ดีมาก
                ค่า r ระหว่าง 0.12-0.15 จำแนกได้ดี
                ค่า r ระหว่าง 0.08-0.11 จำแนกได้ปานกลาง
                ค่า r ระหว่าง 0.04-0.07 จำแนกได้น้อย
                ค่า r ระหว่าง 0.00-0.03 จำแนกไม่ดี
หมายเหตุ
.............1.  สถิติที่ใช้ในการคำนวณ ค่า IOC = คะแนนรวมผู้เชี่ยวชาญรายบุคคลทุกคน หารด้วยจำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
 ............2. สูตรหาค่า p = (จำนวนผู้ตอบกลุ่มเก่ง + จำนวนผู้ตอบกลุ่มไม่เก่ง)/หารด้วย จำนวนนักเรียนทั้งสองกลุ่ม 
..............3.สูตรหาค่า r = (สัดส่วนกลุ่มเก่ง) - (สัดส่วนกลุ่มไม่เก่ง)
               สัดส่วนกลุ่มเก่งคือ จำนวนผู้ตอบกลุ่มเก่ง หารด้วย จำนวนนักเรียนในกลุ่มทั้งหมด
               สัดส่วนกลุ่มไม่เก่ง คือ จำนวนผู้ตอบกลุ่มไม่เก่ง หารด้วย จำนวนนักเรียนกลุ่มไม่เก่งทั้งหมด
................เป็นไงอ่านไหวไหม นี่แค่หาค่าความเที่ยงตรง หาค่าความยากกง่าย และหาค่าอำนาจจำแนก เท่านั้นนะ ยังไม่ได้หาค่าความเชื่อมั่นแบบทดสอบ เอาไว้ตอนต่อไปละกัน เพราะต้องใช้ค่าสถิติค่อนข้างเยอะ


       

ปล. ส่งทางอีเมลให้แล้วนะ ถ้ายังไม่พอให้เข้าไปดูเวบบลอคเพิ่มเติมได้
http://nrongnu59.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ข้อบกพร่องในการแต่งกลอน

ข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขในการแต่งกลอน

..........ผมชอบแต่งร้อยกรอง เพราะอยากรู้ว่าจะแต่งได้ไหม ตอนไปสอนวรรณคดีไทย บางครั้งต้องสอนฉันทลักษณ์ร้อยกรองด้วย ก็เลยตั้งใจว่าจะฝึกเขียนให้ได้ หยิบกาพยยานีมาฝึกก่อนเพราะใช้คำน้อยพยายามเขียนทุกโอกาสที่อยากเขียน ไปสังเกตการสอนครูที่เขาสอนภาษาไทยเก่ง ๆ ลองบันทึกและรายงานเป็นกาพย์ยานี เขียนบันทึกได้ทันใจดี ตอนไหนไม่ทันก็ข้าม มาแต่เสริมภายหลัง อ่านดูก็ขำ ๆนะวันหนึ่งก็หยิบนิทานเดอร์ตี้โจ้กของชาวบ้านมาเขียน เพื่อนมาอ่อานชอบใจมาขออ่านอยู่เรื่อยในที่สุดก็แต่งกาพย์ยานีแบบปากเปล่าได้ ส่วนแต่งกลอนมาเริ่มเขียนจริง ๆตอนเรียนวรรณกรรมนิราศ หลักสูตร 

กศ.บ. ปี 2519 ครูให้เขียนนิราศส่งเป็นภาคนิพนธ์คนละเรื่อง อย่างหน้อย 3 หน้ากระดาษ ไม่เกิน 5 หน้า 
พิมพ์หน้าละ 40 บรรทัด บรรทัดละ 2 วรรค รวมต้องพิมพ์ 120 บรรทัด ยาวมาก ๆ จนนอนไม่หลับกลัวจะ
ทำไม่ได้ ไปอ่านนิราศต่าง ๆที่ห้องสมุดจนหลับคาหนังสือ ในที่สุดก็ได้คิดว่า น่าจะลองเขียนดู
...........กางสมุดแผนผังกลอนไว้แล้วก็หลับตานึกถึงการเดินทางจากบ้านมาที่มหาวิทยาลัย นั่งรถ

จักรยายนนตร์ เมียมาส่งคิวรถ นั่งรถยนต์รวดเดียวไปยัง ขนส่งปลายทาง ต่อรถสามล้อเข้าหอพัก จบการ
เดินทาง จากนั้นก็นึกหัวข้อ จะเขียนอะไร จุดประสงค์จากบ้าน ลาบุตรภรรยา ขอคุณสิ่งศักดืสิทธิ์คุ้มครอง ภรรยาไปส่ง บขส. ขอบคุณเธอ ฝากดูแลบุตรธิดา ............เข้าหอพักที่มหาวิทยาลัย รวมแล้ว 70 หัวข้อ สบายมาก เขียนเล่าเป็นกลอนแปด ปรากฏว่ายาวถึงห้าหน้ากระดาษ ส่งครูผู้สอนไป วิชานี้ได้เกรด เอ บวก ไม่เลวนักหรอก
...........หลังจากนั้นแต่งกลอนบ่อยมาก เอาอย่างแต่งกาพย์ยานีที่เคยฝึกมาแล้ว บทอวยพรต่าง ๆ ใครอยากได้ วานให้เขียน ได้เลย มากมายนับได้เกินร้อยสำนวน ที่แต่งเป็นนิราศก็มี จนวันหนึ่งอยากรู้ผล

งานที่เคยเขียนมันมี ข้อบกพร่องอะไรบ้าง พบว่าบางบท บางเรื่อง หักคะแนนได้แทบไม่เหลือคะแนนที่ได้เลย วันนี้ก็เลยนึกอยากนำ ข้อบกพร่องที่เจอมาเขียนไว้ให้ลูกหลาน อ่าน ดู จะได้รู้ว่า เราคิดว่าตัวเองเก่งเหลือหลาย ว่ากลอนปากเปล่า ได้ไม่ติดขัด แต่กลอนก็มีข้อบกพร่อง ตั้งแต่บกพร่องเล็กน้อย ไปจนบกพร่องมาก ๆ ดังจะนำมาเล่าให้ฟัง ดังนี้



..............1. ใช้คำขาด ๆ เกิน ๆ กลอนแปด ใช้คำวรรคละแปดคำ อ่านตำราบอกว่า ใช้ได้วรรคละ 7-9 คำอ่านงานของกวีที่แต่งไว้ ก็มีจริง ๆ เวลาแต่งก็ตามสบาย ขาดบ้างเกินบ้าง พอมาอ่านทีหลัง มันติด ๆ ขัด ๆ ต้องดู ว่ากี่คำ 7 คำ อ่าน 2-2-3 ลงตัว อ้าววรรคนี้ไม่ได้ต้องอ่าน 2-3-2 ก็เลยรู้ว่า ทำไมไม่แต่งให้ลงตัวแปดคำ อ่าน 3-2-3 ลงตัวสบาย ๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า กลอนแปด แต่งวรรคละแปดคำนั่นแหละ ดีแล้ว
..............2. คำครบ แต่คร่อมจังหวะ กลอนแต่งเพื่ออ่าน โดยเฉพาะอ่านทำนองเสนาะ มีจังหวะการอ่านแบบ 3-2-3 ทุกวรรค คำขาดคำเกิน ก็ต้องอ่าน 3 จังหวะ ทีนี้คำหลายพยางค์บางคำ คนแต่งไม่ระวัง ปล่อยให้คร่อมจังหวะ ในวรรค อ่านก็เลยสะดุด 8 คำ ไปโรงเรียนเขียนอ่านการศึกษา อ่าน ไปโรงเรียน/เขียนอ่าน/การศึกษา อ่านไม่ติดขัด แต่ง 9 คำ ลูกเข้าโรงเรียนเขียนอ่านการศึกษา อ่าน ลูกเข้าโรง/เรียนเขียนอ่าน/การศึกษา อ่านได้ แต่ติด ๆ ขัด ๆ
..............3. เสียงคำท้ายวรรค กลอนอ่านทำนองเสนาะ จะมีปัญหา ถ้าคำลงท้ายวรรค เสียงผิดไปจากที่นิยม กลอนไม่ได้ ผิดฉันทลักษณ์ แต่มันอ่านไม่รื่น คนสมัยก่อนท่านนิยมแต่งคำลงท้ายวรรคบทกลอนกันอย่างไร
            คำท้ายวรรคสดับ ใช้ได้ทุกเสียง แต่ไม่ค่อยนิยมใช้เสียงสามัญ
           คำท้ายวรรครับ ต้องใช้เสียงเอก โท หรือจัตวา นิยมใช้เสียงจัตวา ห้ามใช้เสียงสามัญและตรี
           คำท้ายวรรครอง ต้องใช้เสียงสามัญ หรือเสียงตรี นิยมมากคือเสียงสามัญ ไม่นิยม เอก โท และจัตวา
            คำท้ายวรรคส่ง ต้องใช้เสียงสามัญหรือตรี ที่นิยมมากที่สุดคือเสียงสามัญ ไม่นิยม เอก โท และจัตวา

ตัวอย่างกลอนสุนทรภู่


           พระฟังคำอ้ำอึ้งตะลึงคิด (เสียงตรี)

           จะเบือนบิดป้องปัดก็ขัดขวาง (เสียงจัตวา)

           สงสารลูกเจ้าลังกาจึงว่าพลาง (เสียงสามัญ)

            เราเหมือนช้างงางอกไม่หลอกลวง (เสียงสามัญ)

                                        บทอาขยาน จากเรื่องพระอภัยมณี

..................4..สัมผัสนอกคือสัมผัสบังคับ ทุกตำแหน่งมีได้คำเดียว ไม่ควรมีคำอื่นที่เสียงเดียวกับสัมผัสบังคับ กลอน แต่ละบทมีคำสัมผัสบังคับสองเสียง เสียงแรกคือคำท้ายวรรคสดับ เสียงที่สองคือคำท้ายวรรครับ
                    บัดเดี๋ยวดังหง่างเหง่งวังเวงแว่ว       สะดุ้งแล้วเหลียวแลชะแง้หา

                 เห็นโยคีขี่รุ้งพุ่งออกมา                       ประคองพาขึ้นไปยังบรรพต 


          คำที่ส่งสัมผัส บังคับได้แก่ คำ แว่ว และคำ หา ส่งไปไหนบ้าง แว่ว ส่งไปวรรคที่ 2 มีคำ แล้ว รับสัมผัส จบแค่นี้ อย่าให้มีคำอื่นแถมมาอีก ถ้ามีจะกลายเป็นสัมผัสบกพร่อง เรียกสัมผัสเลือน สัมผัสเลื่อน
......คำที่ 2 คือคำ หา ส่งไปท้ายวรรคที่ 3 และเนื่องไปคำที่ 3 วรรคที่ 4 แต่ละแห่งใช้คำรับสัมผัสคำเดียว ห้ามมีคำอื่นมีรับสัมผัส จะกลายเป็นสัมผัสบกพร่องไป ถ้ามีในวรรคที่ 3 เรียกชิงสัมผัส หรือสัมผัสลัด ถ้ามีในวรรคที่ 4 เรียกสัมผัสเลื่อนหรือสัมผัสเลือน

                 แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์              มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

             ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด              ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

             คำมนุษย์ สัมผัสนอก ส่งไปวรรคที่ 2 มีคำ สุด รับสัมผัสคำเดียว พอแล้ว อย่าให้มีมาอีก จะเป็นสัมผัส บกพร่อง เรียกสัมผัสเลื่อนหรือสัมผัสเลือน
            คำกำหนด เป็นสัมผัสนอกเสียงที่ 2 ในบทนี้ ส่งสัมผัสไปวรรคที่ 3 มีคำ ลด รับสัมผัส ห้ามมีคำอื่น ถ้ามี จะเรียกชิงสัมผัส หรือสัมผัสลัด และมีการส่งต่อไปวรรคที่ 4 มีคำ คด คำเดียวรับสัมผัส ห้ามมีคำ

อื่น ๆ อีก ถ้ามี ก็กลายเป็นสัมผัสเลื่อน สัมผัสเลือน
.........6. เห่อสัมผัสใน จนทำให้กลอนบกพร่อง พวกที่อ่านกลอนสุนทรภู่มาก ๆเหมือนกระผม ชอบมากเรื่องสัมผัสใน จำจนขึ้นใจว่า วรรคละแปดคำ จังหวะ 3-2-3 สัมผัสในวรรคละสองคู่คือ คำที่ 3 กับ คำที่ 4 คำที่ 5 กับคำที่ 7 เกณฑ์นี้ใช้ได้กับวรรค คี่ คือวรรคที่ 1 และ 3 ส่วนวรรคคู่ก็ใช้ได้แต่ระวังพลาด วรรคที่ 2 และวรรคที่ 4 ตำแหน่งคำ ที่ 3 ต้องใช้รับสัมผัสบังคับ ไม่ว่างที่จะใช้สัมผัสในกับคำที่ 4 ถ้าขืนใช้จะทำให้คำที่ 4 เป็นสัมผัสเลื่อน หักคะแนนได้ บางคนเอากลอนเก่า ๆ มาอ้าง ก็ช่างกลอนเก่า ๆ สิ เรารู้ว่ามันบกพร่องจะเอาอย่างทำไม



              แผนผังปกติของกลอนแปด ปุ่มสีแดงคือจุดสัมผัสนอกในแต่ละบท เวลาจะแต่งสัมผัสใน ก็อย่าให้กระทบ เสียงของคำสัมผัสนอก กระทบเมื่อไรกลอนมีตำหนิทันที ตรงที่ใช้จุดไข่ปลา คือตำแหน่งคำรับสัมผัสบังคับ อาจ เลื่อนไปใช้คำที่จุดไข่ปลาตก แทนได้
........7. ชอบเล่นสัมผัสใน เล่นให้ถูกจังหวะ อย่าให้กลายเป็นสัมผัสลัดหรือชิงสัมผัส หรืออย่าให้กลายเป็นสัมผัส เลื่อนหรือสัมผัสเลือน แผนผังกลอนแปด คำท้ายวรรคสดับ ส่งสัมผัสไปให้คำที่ 3 วรรครับ ถ้ามีคำอื่นอีกที่รับสัมผัสได้ เรียกว่า เกิดสัมผัสเลื่อน หรือสัมผัสเลือน

                 อันความรักมักเป็นเห็นแต่ตัว.............เพราะมืดมัวกลัวรักจักห่างหาย
         อ่านดูมันก็เพราะดี แต่สัมผัสบังคับใช้คำเดียวรับสัมผัสพอแล้ว ตัวอย่างมีทั้ง มัว และ กลัว
รับสัมผัสได้ ถือว่าแต่งผิดฉันทลักษณ์ 


              สมมติว่าแต่งต่อไปอีก
             เกิดเป็นชายหมายรักมิกลับกลาย.........จวบจนตายรักแต่เจ้าเยาวมาลย์ 


            วรรครับคำท้ายคือ หาย ส่งสัมผัสบังคับไปให้คำท้ายวรรคของวรรครอง ได้แก่คำ กลาย แต่มีคำอื่นดักแย่งชิงสัมผัส คือคำ ชาย และ หมาย เรียก สัมผัสลัด หรือชิงสัมผัส แต่งแบบนี้ถือว่าแต่งผิดฉันทลักษณ์เช่นกัน
.........8. สัมผัสซ้ำ ในเส้นสายสัมผัสบังคับ ห้ามใช้คำซ้ำ หรือต่างรูป แต่เสียงเดียวกัน มาใช้ส่งรับสัมผัสกัน เชน คำ สัน สรรพ์ สันต์ สันติ์ ถือเป็นคำที่มีเสียงเดียวกัน ไม่ให้ใช้ ขัน ขันธ์ ขรรค์ ไม่ควรใช้ เป็นต้น
.........9. คำเสียงสั้น กับคำเสียงยาว ไม่ให้ใช้สัมผัสบังคับ เสียง อะ -อา นะ....นา จั น....จาน มัน...มาน กรรม กำ กัม เสียงเดียวกัน ใน ไน นัย เสียงเดียวกัน ใน...นาย คนละเสียง นาม...น้ำ คนละเสียง เรา...เบา
เสียงเดียวกัน เงา....ขาว คนละเสียง คำที่ประสมสระลดรูป เปลี่ยนรูป สังเกตให้ดี
.........10. คำลงท้ายบท ไม่ควรใช้เสียงเดียวกันติด ๆสำหรับบทกลอนที่แต่งติดต่อกันหลายบท สมมติ5 บาท บทที่หนึ่ง จบบทด้วยคำ ใจ จบบทสองด้วยคำ ใน เสียงไอเหมือนกันกับบทแรก ควรเว้นซัก 2 บท ถึงใช้ซ้ำก็ไม่ น่าเกลียด
.........11. คำคู่ที่ถือเป็นคำมาตรฐานไปแล้ว ไม่ควรนำมาสลับตำแหน่งหน้าหลัง มีคำไหนบ้าง ต้องตรวจสอบกับ พจนานุกรมทันทีที่สงสัย คำที่ถือว่าเป็นคำมาตรฐานไปแล้วเช่น แน่นอน กอบกู้ จริงใจ เดียวดาย ปกป้อง บางคำสลับ ตำแหน่งความหมายก็เพี้ยนไปด้วย ทางที่ดีอย่างใช้สลับตำแหน่ง
.........12. ใช้คำสัมผัสเพี้ยน ๆ ดูรูปคำนึกว่าจะสมผัสกันได้ แต่ลองอ่านดูจะรู้ได้ว่าคนละเสียง เช่น เล็ก เผ็ด เลข เป็นคำประสมสระ เอ เหมือนกัน แต่ตัวสะกดต่างกัน เลยออกเสียงต่างกัน
..........13. สัมผัสเผลอ เกิดจากการใช้คำบางคำที่รูปร่างคำคล้ายกัน หรือ ออกเสียคล้ายกัน เช่นคำว่า น้ำออกเสียงเหมือนคำ ย่าม ตาม ลาม ลองแยกคำดู น+สระอำ+ไม้โท เป็น น้ำ ย+สระอา+ม+ไม้เอก คำ ไป ขัย ใน นัย เสียงเดียวกัน แต่ต่างจากเสียง ชาย วาย งาย คำทำนองนี้ถ้าสงสัยให้วิเคราะห์คำดู ว่าประสมเสียง สระอะไร ถ้าเสียงสระเดียวกัน สะกดมาตราเดียวกันไหม ถ้าต่างมาตราสะกด ถืดว่าคนละเสียง
..........14. แต่งไม่ระวังกายเป้นกลอนที่มีละลอกทับละลอกฉลอง ระลอกทับ หมายถึงการมีเสียงวรรณยุกต์เอกหรือโท ในคำสุดท้ายของวรรครับและวรรครอง ระลอกฉลอง หมายถึงเสียงวรรณยุกต์เอกหรือโทในคำสุดท้ายของวรรคส่ง

วันพุธที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อาหารบ้าน ๆ 1 (ป่น หลาม ลาบ หมก)


ลาบปลาตอง
...............ปลาตอง ปลากราย ได้มาเยอะ ๆ กินไม่ทัน นิยมเอามาย่างให้สุก แห้งกรอบ เก็บไว้ได้เป็นเดือน บางคนเอา มาแกงใส่ฟัก แกงใส่ผัก แล้วแต่จะชอบ สำหรับผมชอบเอามาทำป่นปลาตองย่าง โดยเอามาแช่น้ำ แล้ว แกะเอาเนื้อมาสับให้แหลก ได้เนื้อสักถ้วยตวงก็พอทำป่นได้ ต้มน้ำปลาร้าไว้คนป่น ค่อยไปดูเครื่องปรุง
...........หอมหัวแดง 2 หัว กระเทียม 1 หัว ข่า 3 ฝาน ย่างไปให้สุกดีแล้วใส่ครกโขลกละเอียด ค่อยใส่เนื้อปลา ตำให้แหลก มะเขือเปราะสามลูกเผาให้สุกลอกเปลือกทิ้งเอาแต่เนื้อ ใส่ครกลงไป โขลกให้เข้ากัน คนด้วย น้ำปลาร้าพอขลุกขลิก แล้วเติมผักแต่กลิ่น หอมสด ชีหอม สองอย่างพอ ชิมและปรุงรสด้วยนำปลา ชูรส ทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ ระวังเบรคแตกหยุดไม่ได้ มันอร่อยมาก ๆ ถ้าได้ผักกับป่นดี ๆละก็
เอาสเต๊กมา แลกก็ไม่ยอมทีเดียวแหละ
............การทำป่นเป็นสูตรมาตรฐานของชาวบ้าน รสเผ็ดมี 3 แบบใช้พริกแห้ง พริกดิบ และพริกอ่อน อร่อย คนละแบบ ข่าปกติไม่ใช้กัน แต่ผมต้องใช้ดับกลิ่นคาวพวกเนื้อปลา หรือเนื้ออื่น ๆที่นำมาทำป่น
3 ฝาน ย่างไฟหน่อย หอมแดง กระเทียม ที่ต้องย่างไฟเช่นกัน 3 รายการนี่ใช้ทุกเมนู น้ำปลาร้าต้ม ปกติใช้ตัวปลาร้า ไปต้ม เพราะให้รสเค็มอร่อยกว่าใช้น้ำ ทีนี้ก็มาถึง เนื้อที่นำมาทำ ป่นใช้อะไรได้บ้าง กบ เขียด อึ่งอ่าง เคย ทำป่นกินกัน อร่อยทุกอย่าง ปลาทุกชนิด ขนาดปลาย่างก็เอามาทำได้
............ปูนาครับ ทำป่นกันบ่อยมาก ไปทำนาไม่มีเวลาไปหากบเขียด ก็มาลงที่ปูนาขาเกที่แหละ หาง่ายดี ต้มเต็มหม้อ เลือกเอาตัวเมียมาแกะเอาอ้งมันซักถ้วยตวง ไปทำป่นปู เครื่องปรุงสูตรมาตรฐานนั่นแหละครับ อร่อยมาก ผักแว่น ผักแพงพวย ผักหนอกบัวบก หมดเป็นกะละมัง ยังมีพิสดารกว่านี้อีกที่ผมทำป่นกินเอง นะ แต่คนอื่นขอชิมด้วยเพราะหอมกลิ่นป่น เช่นจิ้งหรีด จั๊กจั่น กุ้ง
............ป่นไก่ครับ ฟังชื่อแล้วชวนอ้วก วิธีทำมันชวนกินครับ ผมแอบทำป่นไก่จากเศษไก่ย่างที่เขากินไม่หมด เอามาเล็มเนื้อติดกระดูก แฮ่ ๆ บางทีก็หยิบเอาเนื้อสะโพกติดมือมาด้วย ได้มาก็สับ ๆๆๆๆละเอียดดีใส่ลงครก ทำป่น เครื่องปรุงแบบเดิมนั่นแหละ ได้ป่นไก่ชนิดที่ลาบไก่ต้องหลบเลยแหละ
............ป่นหมู ไม่ต้องแอบยาก หมูบดในตู้เย็นเยอะ เอามาสัก 2 ช้อน คั่วให้สุกก่อนนำมาใส่ครกทำป่น นี่ก็ ยอดเยี่ยมกว่าลาบหมูละกัน ป่นเนื้อก็ทำแบบเดียวกับป่นหมู เนื้อบดหายากคงต้องสับเองก่อนนำไปคั่วให้สุก ค่อยเอามาทำป่น
............พวกปลาทะเลเคยใช้ปลาทูครับ ให้เขาทอดสุกดีแล้วแกะเอาแต่เนื้อใส่ครกทำป่นได้เลย ผลที่ได้สูสี กับป่นปลาตอง แม่บ้านนิยมซื้อปลาทูมาให้บอกอยากกินป่นปลาทู ประจำเลยแหละ
...........ยังมีอีกครับ ที่แซบมาก ๆคือพวก ป่นเห็ด ที่ผมชอบทำมี 2 เห็ดคือ เห็ดตะไค กับเห็ดดิน อย่างอื่นลอง แล้วไม่ชอบ สองเห็ดนี่ล้างสะอาดดีแล้วนำไปปิ้งให้สุก ต้องเอาเยอะ ๆ เพราะปิ้งไปจะหายไปเกือบครึ่ง มันหอมมาก ๆอดชิมไม่ได้ เสร็จก็ลงครกทำป่นได้เลย ป่นเห็ดไม่ต้องน้ำมาก น้ำปลาร้าพอขลุกขลิกใช้ได้ อร่อยเหนือคำบรรยายครับ
............เล่าเรื่องป่นซะยืดยาว ไม่อยากแยกเขียนจะหลายเรื่องเกินไป ใครได้อ่านอาจขำ ๆว่า กินเข้าไปได้ อย่างไร แสดงว่ายังไม่เคย ถ้าได้ลองเชื่อเหอะ เปลี่ยนมาเข้าพวกชอบป่นเหมือนผมแน่นอน ท้าเลยเอ้า..... 


หลามปลาไหล

...............ตอนเด็ก ๆ วันหยุดพ่อมักจะชวนผมไปหาปลา ตามห้วยหนองคลองบึงประจำ ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องชวนเรา พี่สาวขอไปด้วยไม่ให้ไป เพิ่งมาเข้าใจตอนโตแล้วว่า ทำมาหากินแบบลงน้ำเข้าป่านี่เขาสอนลูกผู้ชาย ไปด้วย เพื่อสอนด้วยการปฏิบัติให้ดูนั่นเอง หนองน้ำที่ไปมีหล้ายหนองครับ หนองเบ็น ฝายงิ้ว หนองบัวพอง หรือไม่ก็ลงลำน้ำพองไปเลย แล้วแต่จะไปทำอะไร วันหนึ่งพอพาไปวางเบ็ดฝายงิ้ว เป็นฝายดินแต่ลึกมาก ดูไต้ก้นฝ่าย สูงหลายสิบเมตร น้ำสุดลูกหูลูกตา หนองนี้ปลาชุม พ่อเตรียมเยื่อใส้เดือน หัวหอยและปู จะมา วางเบ็ดกัน เดินเท้ามาถึงตอนเกือบเที่ยง หมาน้อยตามมาด้วย 1 ตัว มันวิ่งเข้าป่าหายไปเลย  ค่ำ ๆ ถึงจะกลับมาหาเรา หลังจากพักที่ร่มไม้พ่อบอก จะไปหาของกินข้าวเที่ยงก่อน ให้ไปตัดไม้ไผ่เป็น ๆ ท่อนใหญ่ ๆ 3 ปล้องมาไว้ ส่วนพ่อไปแทงปลาไหลหนองเบน ส่วนหางน้ำงวดเหลือแต่โคลน มีร่องรอยคนแทงปลาไหล แสดงว่ามีปลาไหลเยอะ พ่อไปไม่นานก็หิ้วปลาไหล มาห้าตัว พ่อจัดการเตรียมทำแกง เห็นตัดเป็นท่อน ๆ ใส่ใบตองไว้ จากนั้นก็ถามหามะเขือเปราะ ใบหอม ผักชีลาว ใบแมงลัก ตะไคร้ ผักคาด ล้วงจากถุงย่ามมา ล้างดีแล้วก็เด็ดสำหรับใส่แกง พริกแกงตำมาจากบ้านแล้ว มีพริกแห้ง 5 เม็ด หอมแดง 3 หัว กระเทียม 1 หัว (เดี๋ยวนี้ผมต้องเติมข่า 3 ฝานและกระปิ 1 ช้อนชา) เครื่องแกง ครบพ่อไปตัดกระบอกไม้ไผ่ทำหม้อแกง 1 ท่อน เหลาปลายยาว ๆไว้จับ เหลาส่วนก้นแหลมไว้ปักดิน มิน่า สั่งเอา 3 ปล้อง คลุกเนื้อปลาไหล ผัก เครื่องแกง เรียบร้อยก็ใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่ ใบตะไคร้ ม้วนกลม ๆ ปิดปากกระบอกไม้ไผ่ ก่อนปิดเติมน้ำแกงลงไปครึ่งกระบอก เอาหม้อแกงปลาไหลไปตีลงดินให้แน่น ย้าย ท่อนฟืนที่ติดไปมาสุมรอบ ๆ คอยเฝ้าดูมิให้มันไหม้ก่อนสุก ไม่นานก็เห็นไอพ่นออกมาทางปากกระบอก แสดงว่าหม้อแกงกำลังร้อน วิธีการแบบนี้เองที่เรียกว่าการหลาม สักครูพ่อบอกมาสุกแล้ว พ่อไปตัดไม้ไผ่มาอีก ทำเป็นรางเหมือนจะให้รำหมู แต่เทหลามปลาไหลใส่แทน น้ำแกงขลุกขลิกกำลังดี แต่หอมสุดใจขาดดิ้น
..............ข้าวเหนียว 1 กระติ๊บไปจากบ้าน น้ำพริกก็แจ่วบอง กับก็หลามปลาไหล ช้อนซดแกงก็เปลือกหอยกาบ ที่คนเขาต้มกินเนื้อแล้วทิ้งกาบเต็มพื้นบริเวณร่มไม้ที่พัก อร่อยเกินจะบรรยายครับ อิ่มก็นอนพักจนหลับเพราะอากาศมันเย็น ตื่นมา ไม่เห็นพ่อแล้ว เลยเดินไปดูที่ฝายหนองงิ้ว เห็นแต่ร่องรอยปักราวเป็ด ตามไปไม่นานก็เห็นพ่อนั่งอยู่ริมฝั่งน้ำ
.............พ่อให้ช่วยเกี่ยวเหยื่อใส้เดือน เหยือใส้หอย หัวหอย แล้วเอาไปแขวนที่ราว กำชับด้วยอย่าหย่อน
เบ็ดให้เหยื่อถึงดิน สูงไว้สักฝ่ามือเหนือพื้น ปูจะได้กัดไม่ถึง ก็นานกว่าจะเสร็จ ส่วนพ่อแกไปอีกทางเพื่อ
วางเบ็ดเหยื่อปู เห็นแกสับสวะให้แหลกแล้วแขวนให้ปูไต่วนอยู่บนนั้น หกโมงเย็นก่อนกลับพ่อพาไปเปลี่ยน เหยือ มีปลาติดเบ็ดหลายสิบตัว โดยเฉพาะเหยื่อปู ปลาช่อนสองสามตัว ตัวโตเหมือนกัน ที่เล่าแถมก็คือพ่อ สอนลูกชายให้รู้จักทำมาหากิน นี่เป็นวิชาหาปลาไหล ทำกับข้าวเมื่ออยู่ในป่าดง และวิธีจับปลา เป็นวิธีการ สอนด้วยการทำให้ดูนั่นเอง
............อ้อ การทำอาหารด้วยวิธีหลาม ที่รู้จักกันดีก็ข้าวหลามไงครับ ส่วนการทำกับข้าว ถ้าใช้กระบอกไม้ไผ่ แทนหม้อแกงก็เรียกหลามเช่นกัน เคยลองหลามดูหลาย ๆอย่างครับ เพราะชอบกลิ่นหอมและอร่อยมาก ๆ เช่น กบเขียด ปลาช่อน เห็ด แบบนี้ซีนะ ลูกอีสานหลงป่า จึงอยู่ได้หลายวัน

มาลองทำลาบนกกัน
……….การทำอาหารประเภทสัตว์ปีก เช่นเป็ด ไก่ นก มีกรรมวิธีคล้าย ๆ กัน ก่อนจะพูดถึงการคนลาบนกจะ พูดถึงกรรมวิธีโดยรวมไว้ก่อน จะได้เข้าใจถึงการทำลาบของคนอีสานโบราณ
...........การถอนขนปีก ขนอ่อน ตัวเล็ก ๆ ขนาดนกคุ่ม นกกระปรอด นกกระจิบ ถอนได้เลย ขนใหญ่ ๆ
หมด ก็เอาไปลนไฟก็เกลี้ยงแล้ว เปลือกแขงที่เท้าลนไฟให้พองแล้วลอกออก จากนั้นก็ล้างสะอาด พร้อมนำไป ให้แม่ครัวพ่อครัวทำงานต่อไป พวกตัวใหญ่ นกกวัก นกเป็ดน้ำ นกเขา เป็ด เป็ดเทศ ไก่ ห่าน พวกนี้ถอน ขนยาก ต้องลวกน้ำร้อนก่อน ลวกน้ำร้อนจะทำให้หนังตึง ถอนขนง่าย ขนอ่อนลนไฟช่วย ก็เกลี้ยงได้ดี เปลือกแข็งหุ้มขาก็เผาไฟลอกออกได้เช่นกัน ล้างสะอาดดีแล้ว ก็ส่งให้พ่อครัวไป มีคนแซวว่ามีวิธีง่ายกว่านี้ ไหมตา ? ก็ไม่อยากตอบเหรอกเดี๋ยวโกรธเอา ใครจะกล้าบอกให้ไปซื้อที่ห้าง แบบที่เขาแช่แข็งไว้ สบายมาก หรือง่ายกว่านั้น ก็ไปนั่งสั่งกินเลยที่ร้านอาหาร
............การคัวนก เป็ดไก่ ก่อนเอาไปทำกับข้าว พ่อครัวแม่ครัวจะจัดการ"คัว"ก่อน คือการชำแระ ลอกหนัง ผ่าท้องเอาเครื่องในออกมาทำความสะอาด ระวังดีแตก ขม ล้างยาก ใส้นิยมผ่าล้างง่าย กึ๋นก็ผ่าลอกเยื่อบุออก เศษอาหารก็จะหลุดออกด้วย ล้างง่าย ตับ ระวังดีแตกดึงออกก่อนค่อยล้าง ถ้าดีเป็ดต้องเก็บไว้ใช้ตอนจะย่าง หัวเป็ดปากเป็ด ทาด้วยน้ำดีจะหอมมาก ขมหน่อย ๆ อร่อยมากพวกคอทองแดงชอบ เครื่องในล้างดีแล้วแยก ใส่ถ้วยชามเอาไว้ ส่วนตัวพวกขนาดเล็ก นกคุ่ม นกกระทา เอาไปทำอาหารได้เลย พวกตัวใหญ่กระดูกแข็ง ต้องสับแยกเนื้อกระดูกไว้คนละจาน แค่นี้เองการ" คัว" ก็จบกระบวนการ จากนั้นจะทำ ลาบ ทำแกง ทำต้มแซบ ก็หาเครื่อปรุงและพ่อครั่วแม่ครัวมาทำ
.........เครื่องทำลาบ อีสาน มีข่า สำหรับดับกลิ่นคาว 3-5 ฝาน ถ้าทำลาบปริมาณน้อย ไม่เกิน 2 ถ้วย มาก กว่านั้น ก็เพิ่มเอา ดับกลิ่นคาวดีมาก เวลาใช้นิยมสับกับเนื้อปนลงไปเลย หอมแดง 2 หัว กระเทียม 1หัว สองอย่างนี้ เผาไฟให้สุกหอม โขลกกับพริกป่น 5 เม็ด นี่เผ็ดน้อย ชอบเผ็ดมากก็เพิ่มเอา มะเขือขื่น 2 ลูก เผาให้สุกก่อน โขลกใส่กับพริกป่นหอมแดงได้เลย จะใส่ตอนคนลาบ บางคนลาบนกตัวนิดเดียว ใส่มะเขือไป 3 ลูกยังไม่พอ ไปตัดเอาก้านกล้วยน้ำหว้า เลือกก้านอ่อน ๆหน่อย ลอกเปลือกออก เอาแต่แกนใน มาสับละเอียดสักถ้วย ตวง(ถ้วยตักของหวาน) ปนในเนื้อที่สับ คนลาบเสร็จมองไม่เห็น นึกว่าเนื้อนก ผักแต่งกลิ่น ใบหอมสด ต้นเดียว ชีหอม ต้นเดียว ชีฝรั่งใบสองใบ ใบมะกรูด 3 ใบ พวกนี้หั่นฝอยไว้แต่งกลิ่นลาบ รสเค็ม น้ำปลาร้าต้ม สุกใช้แทนน้ำปลา รสเปรี้ยวมะขามเปียกซักฝักใส่ในน้ำต้มปลาร้า ไม่ต้องบีบมะนาวก็ได้ ถ้าไม่มีก็พึ่งมะนาว
..........การคนลาบ สับแหลกแล้ว เนื้อปลอมใส่ลงไปแล้ว(ก้านกล้วย)ก็เอาใส่ครกดินเผา คนง่ายกว่าใช้ถ้วยใช้ กะละมัง เพราะใช้สากตีกระจุยเลย ตักน้ำต้มปลาร้าเดือด ๆ ราดทีละทัพพี คนไป น้ำเย็นก็เทคืนหม้อน้ำต้ม ตักน้ำร้อน ๆมาราดและคนไปเรื่อย ๆ จนเนื้อสุกดีแล้ว ค่อยหยุดเอาไปใส่เครื่องปรุงรส วิธีนี้คนรุ่นใหม่ ยัง รังเกียจว่าสุก ๆ ดิบ ๆ พ่อครัวเลยปรับแก้เป็นเอาไปคั่วกับเครื่องใน โดยคั่วหรือผัดเครื่องในให้สุกก่อน จะ มีน้ำมันซึมเปียกทั่วกระทะ ใส่เนื้อสับแล้วลงไปคั่วหรือผัด ทีนี้ละก็สุกแน่ หอมด้วย ที่เอาเครื่องในลงก่อน เพราะอยากให้มันเปลวที่ติดอยู่กับ เครื่องในละลายเป็นน้ำมัน พอใส่เนื้อลงก็กลายเป็นผัดนั่นเอง
..........การใส่เครื่องปรุง ในกะละมังลาบที่ตอนนี้สุกดีแล้ว ถ้ายังไม่มีรสเปรี้ยว เพราะใช้วิธี คั่วหรือผัด ก็บีบ
มะนาวราด คนไปเรื่อย เติมพริกป่น น้ำปลาร้า ข้าวคั่ว ผักแต่งกลิ่นหอม แค่นี้ก็ครบเครื่องแล้ว คนดี ๆก็ชิม
และปรุงรสได้ น้ำปลา ชูรส แต่งเอาเอง รับรองอร่อยแน่
.........การทำน้ำต้มกินกับลาบ พวกตัวเล็ก เขาสับทั้งตัวไม่มีกระดูกทำน้ำต้ม แต่ตอนคนลาบ น้ำต้มที่ตักมาคน ลาบ เย็นลงก็เทคืนหม้อน้ำต้มปลาร้า กว่าจะคนลาบสร็จ หม้อน้ำต้มก็เลยมีน้ำนัวที่เทออกจากถ้วยลาบ เอามา ปรุงรสทำน้ำต้มแซบกินกับลาบได้สบาย ๆ เติมข่า ตะไคร้ ใบมะกรูดลงไป ก็ได้น้ำต้มแซบซดกับลาบอร่อย มากครับ ลาบพวกตัวใหญ่ เขาเลาะเอาเนื้อออก กระดูกชิ้นโต ๆ สับ แล้ววางใส่หม้อน้ำต้มคนลาบ คนลาบ เสร็จก็ปรุงเป็นน้ำต้มแซบ เติมข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด ผักแต่งกลิ่นโรยหน้าซะหน่อย ตักมาซดกับลาบอร่อย ยิ่งพวกที่มีเครื่องในเยอะ แบ่งมาใส่น้ำต้มได้ด้วยละก็อร่อยจน ลืมลาบได้เหมือนกัน
.........ลาบนกตัวเล็ก ถ้ามีปริมาณมาก (หลายตัว)ก็อร่อยไม่เบา อย่างลาบนกคุ่ม เอาลาบไก่มาแลกก็ไม่ยอม ลาบนกไก่นา (นกกวัก) นกเป็ด เอาชนะลาบไก่ได้สบาย ๆ ลาบพวกตัวใหญ่ ๆ ได้เปรียบตรงที่เครื่องไน เยอะ แยกใส่ลาบบ้าง ใส่น้ำต้มบ้าง เลยอร่อยทั้งสองอย่าง ส่วนพวกตัวเล็ก ๆ ใส่ลาบก็หมดแล้ว น้ำต้มมีแต่ปลาร้า กับน้ำนัวที่ได้จากการคนลาบ ปรุงแล้วก็พอซดได้
........เครื่องปรุงที่เล่ามาเป็นมาตรฐานการทำลาบอีสานครับ มากกว่านี้ได้ แต่ขาดไม่อร่อย ใส่ได้กับการปรุง ลาบสัตว์ปีกแบบนกเป็ดไก่ ครับ สัตว์ปีกแบบพวกแมงเอาไว้คนละชุด นะครับ


การทำอาหารจำพวกหมกหยวก
……..หยวกกล้วย คือแกนกลางต้นกล้วยที่ยังไม่แทงดอกเป็นปลีกล้วย จะประกอบด้วยกาบอ่อนและยอดอ่อน โผล่ออกมาเป็นยอดกล้วย ใบตองกล้วยนั่นแหละ ถ้าเราตัดต้นกล้วยช่วงที่ยังไม่มีปลี จะได้หยวกกล้วยมา ทำอาหารกินกัน ถ้าตัดต้นที่แทงดอกปลีแล้ว แกนจะตันเป็นแท่ง เหมือนขั้วเครือกล้วยนั่นแหละ กินไม่ไหว ดังนั้นถ้าจะหาหยวกกล้วยมาทำกับข้าว เลือกให้ถูกต้นแล้วกัน กล้วยที่นิยมตัดเอาหยวกเป็นกล้วยน้ำหว้า มากกว่าชนิดอื่น ๆ เห็นบอกว่ากล้วยอย่างอื่นมันขม ไม่ได้ลอง แต่กล้วยป่าที่เมืองเลยชาวบ้านตัดมาขายที่ ตลาดก็ไม่เห็นขมนี่
...........เตรียมหยวกกล้วยเพื่อทำกับข้าวประเภทห่อหมก ทำแกง มีวิธีเตรียมเหมือนกัน คือเลือกเอาเฉพาะส่วน ที่อ่อน ล้างดีแล้วหั่นเป็นแว่น ๆ แช่น้ำส้ม(บีบมะนาวใส่ หรือน้ำส้มสายชู)ในกะละมังไว้ ป้องกันมิให้หยวก ดำคล้ำ เสร็จแล้วใช้แส้ไม้ไผ่ยาวสักศอก มาจุ่มลงไปในกะละมัง หมุน ๆๆๆๆๆ เส้นใยจากหยวกจะพันติด ไม้แส้ ทำนาน ๆจนเหลือน้อย ค่อยเอาไปทำกับข้าว ปริมาณหยวกมากน้อยแล้วแต่จะหามาได้ มีน้อยก็ได้ห่อ หมกน้อย มีมากก็ได้หลายห่อ
.........เครื่องปรุงห่อหมก มักจะใช้แบบเดียวกันได้ ถ้าเราจะห่อหมก 5 ห้อง ต้องใช้เครื่องปรุงประมาณนี้คือ ตะไคร้ 1 ต้น ข่า 3 ฝาน ดอมแดง 3 หัว กระเทียม 1 หัว พริกแห้ง 3 เม็ด กลุ่มนี้ใส่ครกตำให้แหลก เติมกระปิ 1 ช้อนชา ตำเข้ากันดีแล้ว ตักใส่ถ้วยเล็กไว้ เรียกพริกแกง หรือจะเรียกพริกห่อหมก ก็ได้ ไม่ว่ากัน ต่อไป ก็หอมสด 2 ต้น แมงลัก 5 ยอด เด็ดใส่จานไว้ ข้าวเบือ 2 ช้อน น้ำปลาร้า 3 ช้อนโต๊ะ ชูรส 1 ช้อนชา อ้อ ตอง สำหรับห่อตัดมาตากแดดไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่กรอบแตกง่าย ไม้จิ้มฟันก็ใช้กลัดหามาไว้ด้วย
.........จากนั้นก็เป็นการเตรียมเนื้อที่จะนำมาทำหมกหยวก ผมหมกมั่วไปหมด บางอย่างคนอื่นไม่กล้าทำผมก็ทำ กบเขียดที่กินได้ เคยเอามาทำหมด ยกเว้นอึ่งอ่างไม่ชอบ พวกกบเขียดที่ตัวโต ๆ ก่อนสับเอามาผาไฟก่อน ขูดผิวไหม้ออก ค่อยกวักใส้ออกมาล้าง สะอาดดีแล้วค่อยสับเป็นชิ้น ๆ แบบทำแกง เคยสับละเอียดแบบสับ ลาบ ก็ใช้ได้นะ แต่ต้องคอยตอบคำถามว่าห่อหมกอะไร พวกสัตว์ปีกที่ผมชอบเอามาหมกกับหยวกได้แก่ ไก่ อย่างอื่นไม่ชอบ เลือกเอาเฉพาะส่วนที่เป็นเนื้อและเครื่องใน มาสับขนาดทำแกงก็พอไม่ต้องละเอียดมาก ถ้าพวกสี่เท้าชอบหลายอย่าง ขนาด หนู พังพอน เคยทำครับ นอกจากนี้ก็ อีเหน บ่าง ตะกวด เม่น หมูป่า หมูบ้าน พวกสัตว์ป่า ได้มานิด ๆ หน่อยจากการแบ่งปันกับคนอื่น เลยทำห่อหมกดีที่สุด การเตรียมไม่มี อะไรยุ่งยาก ส่วนมากคนเขาทำความสะอาดมาแล้วก่อนจะตัดแบ่งกัน เราได้มาก็ล้างให้สะอาดก่อนนำมาสับ เป็นชิ้นเล็ก ๆ พักไว้รอนำไปปรุงอาหาร พวกเปิบพอสดารมีบ้างไหม ก็ไม่รู้นะว่าอะไรพิสดาร จิ้งหรีด จิโป่ม เคยทำนะ เด็ดปีก ควักใส้ออกล้างสะอาดดีแล้วเอามาทำได้
 .....เล่ามานี่จะเห็นว่าหมกหยวกไม่ธรรมดา สามารถตั้งชื่อย่อย ๆ ได้กว่าสิบชื่อทีเดียว เช่น หมกกบ หมกเขียด หมกอีฮวก หมกไก่ หมกหนู หมกบ่าง หมก พังพอน หมกอีเหน หมกตะกวด(แลน) หมกเม่น หมกหมูป่า หมกหมูบ้าน หมกปลา.....ซิว สร้อย หมอ ฯลฯ เพราะมันเยอะมากนั่นแหละ เสียดายถ้าจะเขียนถึงแค่สองสามอย่าง เลยตีรวบมันมาหมด เพราะวิธีทำของผม ไม่เหมือนวิธีคนอื่นหรอก ใช้แบบเดียวกันได้ทุกชนิดห่อหมก
..........วิธีของผมจะเตรียมเนื้อที่จะทำห่อหมกให้สุก ดีก่อน ค่อยนำมาห่อหมก โดยใช้กระทะใส่น้ำนิดหน่อย กลัวจะไหม้ก่อนสุก พอน้ำเดือดก็ใส่เนื้อที่สับใส่ถ้วยไว้นั่นแหละลงไป ไม้พายเล็ก ๆคนไป ใส่พริกแกงจาก ถ้วยที่โขลกไว้ลงไป คนไปเรื่อย เติมข้าวเบือ น้ำปลาร้า แล้วถึงคราวหยวก คนต่อจนเห็นว่าสุกดี เติมใบหอม สดและแมงลัก (อ้อ ใบชะพลู ส่วนประกอบบังคับของพวกกบเขียด ใช้คู่กับแมงลักได้)ปิดไฟเพราะสุกดีแล้ว ชิมและปรุงรส ปล่อยให้เย็น แล้วนำใบตองมาห่อ ไม้กลัดให้แน่นนำไปย่างไฟ ไม่ต้องนึ่งยากเพราะมันสุก แล้ว พอใบตองสุกเกรียมเท่านั้นแหละหอมฟุ้งไปทั่วเลย เคยแอบเอาไปเข้าเวบ สะดวกเกินไปอย่าทำเดี๋ยวคนเขาจะเอาอย่าง